Fibonacci ความลับกว่า 800ปี สุดยอดเทคนิค การหาเป้าหมาย แนวรับ แนวต้าน
สารบัญ
บทนำ
Fibonacci เครื่องมือการหา เป้าหมาย แนวรับ แนวต้าน จุดย่อ จุดพักฐาน ที่ขาดไม่ได้สำหรับ การวิเคราะห์ทางเทคนิค แต่อย่างที่ได้กล่าวไปว่าใช้สำหรับ การหาเป้าหมาย หรือจุดพักฐาน Fibonacci ไม่ได้เป็นเครื่องมือในการหา Trend ดังนั้นจึงจำเป็นมากในการวิเคราะห์ทางเทคนิคโดยเฉพาะสาย Price Action ที่จะต้องหาแนวโน้มของตลาดให้ได้เสียก่อนแล้วจึงนำ Fibonacci มาเป็นส่วนเสริมในการจับจังหวะตลาด
หลายอาจจะยังใช้งาน Fibonacci ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพหรือเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง ในเนื้อหานี้ก็ไม่สามารถบอกได้ว่านี่เป็นวิธีการที่ดีที่สุดสำหรับการใช้งาน Fibonacci แต่นี่จะเป็นการใช้งานในแบบฉบับของ Goo Invest เอง ที่ได้กลั่นกรองมาจากประสบการณ์การใช้งานจริง และนำมาประยุคต์ใช้ในแบบฉบับของเราเอง เพื่อจับจังหวะตลาดในการเข้าซื้อขายให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
อย่างที่ได้กล่าวไปว่า Fibonacci เราไม่ได้นำมาเพื่อหาแนวโน้มให้ตลาด แต่เราจะนำมาหาจังหวะการเข้าซื้อ ขาย ดังนั้นหากจะใช้งาน Fibonacci ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ท่านควรมีเครื่องมือ ความรู้ หรือมีประสบการณ์ในการอ่านแนวโน้มก่อน ซึ่งส่วนตัวของผมเองหาแนวโน้มโดยใช้ ทฤษฎี Dow Theroy ท่านสามารถติดตามอ่านเนื้อหา Dow Theory ของเรากันก่อนที่จะใช้ Fibonacci มาช่วยจับจังหวะเข้าเทรด และเนื้อหานี้จะมีการอ้างอิงเนื้อหาจากบทความ Dow Theory เป็นจำนวนมากเนื่องจากในการเทรด ผมจะให้ความสำคัญในเรื่องของ แนวโน้มมาเป็นอันดับที่หนึ่ง และการหาจังหวะเข้าเทรดเป็นเรื่องรองลงมา แต่ก็ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้ในการเทรด การรู้แนวโน้มจะช่วยเพิ่มความน่าจะเป็นให้การเทรดของคุณมีโอกาศชนะมากขึ้น
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ Fibonacci
1. จุดแข็ง
- Fibonacci สามารถช่วยหาคาดการณ์จุดพักฐาน จุดย่อ เพื่อช่วยหา Zone เข้าซื้อ
- ช่วยหา คาดการณ์ Zone เป้าหมาย
- ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ R : R ให้สูงขึ้น ( R:R = Risk : Reward )
2. จุดอ่อน
- ต้องมีความรู้เรื่องการหาแนวโน้มและ การอ่านรูปแบบโครงสร้างพฤติกรรมราคาก่อน Fibonacci เพราะการวาง Fibonacci ผิดแนวโน้มจะทำให้มีโอกาศขาดทุนได้
- Zone คาดการณ์จุดพักฐาน จุดพัก จะมีระยะที่ค่อนข้างกว้างมาก ยิ่งตลาดอยู่ในช่วง Strong Trend
3. ข้อควรระวังที่คนส่วนใหญ่ทำพลาด
- ใช้งาน Fibonaaci ผิดทิศทาง จากการขาดความรู้ เรื่องการหาแนวโน้ม
- เข้าซื้อเร็วเกินไปทำให้โดนลาก หรือมีจุดตัดขาดทุนที่ไกลเกินไปทำให้ R : R น้อยเกินกว่าความคุ้มค่า ( R:R = Risk : Reward )
- ขายเร็วเกินไป เพราะ กลัวราคาไม่ถึงเป้า
- ขายช้าเกินไป เพราะ มั่นใจมากเกินไป
ในบทนี้ผมจะมาช่วยไขทุกประเด็น ที่ท่านอาจจะยังทำผิดพลาดและ เสริมประสิทธิภาพการใช้งาน Fibonacci ของท่านให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และ Fibonacci ยังเป็นตัวช่วยหาจังหวะเข้าเทรดอันดับหนึ่งของผม ที่จะช่วยเสริมการหาจังหวะการเข้าซื้อและขาย ซึ่งเป็นจุดอ่อนสำคัญของ Dow Theory ที่บอกได้เพียงแนวโน้ม แต่ไม่สามารถบอกจังหวะการเข้าซื้อขายได้ ผมจะนำจุดแข็งของทั้งสอง ทฤษฎี มาใช้งานร่วมกันให้เกิดประสิทธิภาพการเทรดสูงสุด จากประสบการณ์การใช้งานส่วนตัว
*บทความเนื้อหานี้อาจมีความแตกต่างจากเนื้อหาตาม ทฤษฎี Fibonacci ที่ท่านเคยศึกษา หรือขาดข้อมูลตาม ทฤษฎี ที่ครบถ้วน เพราะผมไม่ได้ตั้งใจเอา ทฤษฎี Fibonacci มาให้ท่านอ่าน แต่ผมจะแชร์ประสบการณ์การใช้งานเท่านั้น เพื่อปิดจุดอ่อนของ Dow Theory ซึงเป็นกลยุทธ์ หลักในการ วางแผนการเทรด ของผม

Leonardo of Pisa ( เลโอนาร์โดแห่งปิซา )
เชื่อว่ามือใหม่ที่นำ Fibonacci มาใช้ช่วยในการวิเคราะห์อาจจะเข้าใจว่า Fibonacci ก็แค่เครื่องมือวิเคราะห์ทั่วไปแต่ต้องบอกเลยว่าจริงๆแล้ว Fibonacci นั้นมีความน่าสนใจมากกว่านั้น ซึ่งรู้จักในอีกชื่อว่า อัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio) ซึ่งใช้อธิบายความสวยงามในธรรมชาติได้อย่างอัศจรรย์ ว่ากันว่า ผู้หญิงที่มีหน้าดาดีสวย งานศิลปะ สถาปัตยกรรม นั้นจะมีมีสัดส่วนที่ลงตัวตามหลัก Fibonacci ได้เป็นอย่างดี แต่บทความนี้จะไม่ไปลงลึกเรื่องนี้แล้วเพราะมีให้อ่านโดยทั่วไปแล้ว
ประวัติและผลงานที่สำคัญของเขามีดังนี้
ฟีโบนัชชีเกิดเมื่อประมาณ ค.ศ. 1170 มีบิดาคือกูลเยลโม พ่อค้าและเจ้าหน้าที่ศุลกากรชาวอิตาลี ผู้อำนวยการสถานีการค้าในบูเกีย ซึ่งปัจจุบันคือบิญายะฮ์ ประเทศแอลจีเรีย ฟีโบนัชชีเดินทางมาช่วยงานบิดาตอนยังเด็ก เขาเข้าเรียนที่บูเกีย และที่นี่เองที่เขาได้เรียนรู้เกี่ยวกับระบบเลขฮินดู–อาหรับ
อ้างอิง
ตีพิมพ์หนังสือชื่อ Liber Abaci (ตำราว่าด้วยการคำนวณ) ซึ่งไม่เพียงแต่นำเสนอระบบตัวเลขฐานสิบที่เราใช้กันในปัจจุบัน แต่ยังตั้งโจทย์ปัญหาคณิตศาสตร์เกี่ยวกับการขยายพันธุ์ของกระต่าย ซึ่งนำไปสู่การค้นพบชุดตัวเลขที่เรียกว่า ลำดับฟีโบนัชชี (0, 1, 1, 2, 3, 5, 8, 13, 21, 34, 55, 89, …) และผลงานของเขาทำให้ระบบเลขฮินดู-อาหรับกลายเป็นที่นิยมในทวีปยุโรป
คาดว่าฟีโบนัชชีเสียชีวิตที่ปิซาในช่วง ค.ศ. 1240 ถึง 1250
อ้างอิง
รู้จัก Fibonacci Retracement เบื้องตั้น
จากตำราสู่การใช้งานจริงนี่คือชุดตัวเลขที่นำมาประยุคต์ใช้ กับการเทรดที่เป็นที่นิยมและใช้งานจริงในปัจจุบันคือ 0 / 23.6 / 38.2 / 50 / 61.8 / 100 / 127 / 161.8 % ซึ่งอาจจะมีลำดับตัวเลขอื่นที่ยังใช้งานแต่มีโอกาศน้อยที่จะมีโอกาศได้ใช้ เพราะต้องเป็นช่วงที่ตลาดมีแรงวิ่งสูงมากซึ่งส่วนใหญ่แล้วจะเจอได้น้อยเช่น 200 / 261.8 / 423.6 % ซึ่งมักจะจบที่ 161.8 % ก่อนจะพักฐานในแต่ละ คลื่น หรือ Wave หากท่านได้ศึกษา เกี่ยวกับ Fibonacci มาบ้างท่านอาจจะได้ทราบถึงลำดับอื่นๆเหล่านี้เป็นอย่างดี แต่จากประสบการณ์ส่วนตัวแล้วจะได้ใช้งานเพียง 161.8 % เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในเนื้อนี้ผมจะข้อเน้นไปตามประสบการณ์ การใช้งานจริง ที่ตัวเลขไม่เกิน 161.8 %
ลำดับตัวเลข Fibonacci ที่ใช้สำหรับการหา จุดพักฐาน หรือ ย่อ
ลำดับตัวเลข Fibonacci ที่ใช้สำหรับการหา จุดพักฐาน หรือ ย่อ คือ 23.6 / 38.2 / 50 / 61.8 % แต่ผมจะแบ่งย่อยลงไปคือช่วงที่ ตลาดมีแนวโน้มแข็งแรง และ ช่วงที่เป็น Sideway up หรือ Sideway down ตามหลักการของ หลักการ Dow Theory
ลำดับตัวเลข Fibonacci ที่ใช้สำหรับการหา เป้าหมาย
ลำดับตัวเลข Fibonacci ที่ใช้สำหรับการหา เป้าหมาย คือ 100 / 127 / 161.8 % แต่ผมจะแบ่งย่อยลงไปคือช่วงที่ ตลาดมีแนวโน้มแข็งแรง และ ช่วงที่เป็น Sideway up หรือ Sideway down ตามหลักการของ หลักการ Dow Theory
ข้อควรรู้ Fibonacci ก่อนใช้งานจริง แบบผิดๆ
การหาใช้งาน Fibonacci เป็นการใช้งานเพื่อหาจุดเข้าซื้อ หรือวางแผนการหาเป้าหมายการขายทำกำไร ดังนั้นอย่างที่ได้เกรินไว้ตั้งแต่ต้นว่า ท่านจำเป็นอย่างมากที่จะต้องสามารถประเมิณแนวโน้มได้ก่อนจะใช้งาน Fibonacci เพื่อใช้ในการหาจุดเข้าซื้อ หรือ ขาย โดยเครื่องมือการหาแนวโน้มนั้นท่านสามารถใช้งานตามความถนัดของท่าน ไม่ว่าจะเป็น Moving Average ( MA ) , Trend Line , Channel Line หรือจะเป็น หลักการ Dow Theory ที่ผมได้ทำเนื้อหาไว้ให้ศึกษาแล้ว ซึ่งเป็นหลักการที่ผมใช้เป็นหลักในการหาแนวโน้ม หากท่านยังเป็นมือใหม่แนะนำว่าท่านควรศึกษาการหาแนวโน้มให้ใจก่อน จะใช้งาน Fibonacci เพื่อหาจุดเข้าซื้อ เพราะหากท่านประเมิณแนวโน้มผิดพลาดจะทำให้ท่านวาง Fibonacci ผิดได้ โดยท่านจะได้เห็นหลักการใน การวางหาจุดพักฐาน และการหาเป้าหมาย จากนี้
หาจุดเข้าซื้อด้วย Fibonacci ( Strong Trend )
ก่อนจะใช้ Fibonacci หาจุดเข้าซื้อต้องรู้ก่อนว่า แนวโน้มของตลาดนั้นเป็นอย่างไร ตามเทคนิคของแต่ละบุคคล แต่ส่วนตัวผมเองจะขออ้างอิงตาม หลักการ Dow Theory และจุดที่เรากำลังหาหรือต้องใช้ Fibonacci มาช่วยนั่นก็คือการคาดการณ์ หา แนวรับในช่วงตลาดขาขึ้น หรือ แนวต้านในช่วงตลาดขาลง ผมจะขออ้างอิงเนื้อหาบางส่วนจาก หลักการ Dow Theory เพื่อให้ท่านได้เข้าใจมากยิ่งขึ้น
จากเนื้อหา Dow Theory ผมบอกว่าราคาจะต้องพักไม่ถึง HH ในช่วงขาขึ้น หรือขึ้นไปไม่ถึง LH ก่อนหน้าในช่วงขาลง ใช่ไหมครับ หลายคนอาจจะสงสัยแล้วว่าราคาจะ การ ย่อ หรือ พัก ที่เท่าไหร แล้วจะเข้าเทรดได้อย่างไร ในส่วนนี้แหละครับที่เราจะต้องใช้ เครื่องมือวิเคราะห์ อย่างอื่นมาช่วยใน การวางแผนการเทรดควบคู่ไปกับ Dow Theory ส่วนตัวผมเองมักจะใช้ Fibonacci Retracement มาช่วยในการหาจังหวะเข้าออเดอร์ในการเก็บสั้น ระหว่างที่ แนวโน้ม เคลื่อนตัวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งแบบแข็งแรง เพราะเทรน หรือ แนวโน้ม เมื่อเกิดขึ้นแล้วบางครั้งมันอาจกินเวลานาน 2-3 เดือนเลยนะครับใน Time Frame ( TF ) Day ซึ่งเป็น Time Frame หลังของผมใน การเทรด
การหาจุดย่อหรือพักจะใช้ จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของ Wave 1 หรือ Wave 3 ตามภาพประกอบ Uptrend / Dowtrend จากเนื้อหา Dow Theory
การหาจุดเข้าซื้อช่วงตลาด ขาขึ้นแข็งแรง
ขาขึ้นจะวางให้ตำแหน่ง 0% ของ Fibonacci อยู่ด้านล่างที่ตำแหน่ง HL และ 100% อยู่ที่ HH
1. แนวรับ 61.8 %
แนวรับ 61.8% มักจะต้องมีปัจจัยพื้นฐาน ที่แข็งแรง ระยะสั้น ประกอบเช่นการคาดการณ์ การปรับลด หรือ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วเกิดการวิ่งก่อนตลาดประกาศตัวเลขจริง ในการวิ่งก่อนตลาดมักเกิดขึ้นเมื่อ มีปัจจัยให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงเช่น ECB ( European Central Bank ) มีการประกาศปรับ อัตราดอกเบี้ยไปก่อนที่ FED ( Federal Reserve System ) จะมีการประกาศ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ FED ( Federal Reserve System ) อาจมีการปรับตาม ECB ได้เช่นนี้แล้ว ก็จะส่งผลให้ นักลงทุนก็จะมีการคาดการณ์ว่า FED จะมีโอกาศปรับ อัตราดอกเบี้ย มากขึ้น แล้วจะปรับจริง ตามคาดการณ์ จากนั้นตลาดก็มีโอกาศวิ่งไป ก่อนคาดการณ์ แต่การวิ่งแข็งแรงในแบบ ย่อน้อยแล้ววิ่งต่อทันทีแบบนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของโครงสร้างราคาทั้งหมด ส่วนตัวผมเอง ถ้าเห็นกราฟวิ่งในลักษณะนี้จะ ใช้วิธีการ Let Profit Run และใช้แนวรับ เหล่านี้เป็นจะออก และจะไม่เข้าออเดอร์เพิ่มมากที่แนวนี้ เพราะการขึ้นแรงเกินไป ส่วนใหญ่ มักเกิดการเทขายที่รุนแรง สวนกลับมาได้ โดยเฉพาะ ถ้าแนวโน้มนั้นวิ่งมานานแล้ว หรือเกิดขึ้นในช่วง Wave 5 ไปแล้ว ยิ่งควรลดสถาะนะ การซื้อออกไป
2. แนวรับ 50 %
แนวรับ 50 % ไม่ถือว่าแข็งแรงเกินไป หรือน้อยเกินไป มักเห็นการพักฐานที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ แต่เรามักจะเห็นว่าอาจเกิดการพักฐานในระดับ Time Fram ( TF) ที่น้อยกว่าเช่น Day กำลังอยู่ในสภาวะการขึ้นและ ย่อลงมาที่แนวรับ แต่ Time Fram 4H อาจเกิดการพักฐาน ซึ่งอาจกินเวลา 1- 2 สัปดาห์ จะอธิบายละเอียดอีกครั้งในหัวข้อ การย่อ การพัก ว่าแตกต่างกันอย่างไร และเราสามารถที่จะใช้จังหวะนี้เพื่อ วางแผนการเข้าซื้อได้ดีกว่า แนวรับแรกที่ 61.8 % เพราะ ราคาจะไม่เหวี่ยงมากเกินไป และสามารถที่จะยังใช้ออเดอร์บางส่วน ทำ Let Profit Run เพื่อทำกำไรระยะยาวได้
3. แนวรับ 38.2 %
แนวรับ 38.2 % จะเป็นแนวรับ สุดท้ายสำหรับการคาดการณ์ ว่าราคาอยู่ใน สภาวะ Strong Trend เพราะ หากย่อหรือพัก ไปมากกว่านี้แล้วราคามักจะไม่อยู่ในสภาวะ แนวโน้มแข็งแรง แต่จะให้น้ำหนักไปเป็นรูปแบบ Sideway มากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสมอไป จากประสบการณ์นั้นเจอน้อยมาก ที่ราคาจะปรับฐานมากกว่า 32.8 แล้วกลับไปมี แนวโน้มที่แข็งแรง แต่เมื่อไหรที่ท่านเห็นราคาติดอยู่ ที่แนวรับ 38.2 % ท่านสามารถ วางแผนการเทรดสะสมออเดอร์ ตามแนวโน้ม ใน ระยะยาว ได้โดยเฉพาะหากท่านใช้ Time Fram Day ในการ วิเคราะห์หลัก เช่นเดียวกับผม หลายครั้งอาจกินเวลายาวนาน 2-3 เดือนตาม ทฤษฎี วัฏจักรตลาด ของ Dow Theory แต่ผมก็เคยเห็นบางครั้งยาวนานถึง 6 เดือน หมายถึงทั้งแนวโน้มนะครับ แต่ไม่แนะนำให้ Let Profit Run กับแนวรับนี้ เพราะเป็นแนวที่มีการ พักหรือย่อ ไกลมาก หรือคิดง่ายๆว่า พักลึกๆแบบนี้กำไร ที่ได้มา หากไม่ขายกำไรนั้น กำไรที่ได้มาจะหายไปมากก่อนจะกลับไปวิ่งตามแนวโน้มอีกครั้ง ดังนั้น ควรแบ่งขายตามเป้าหมาย Fibonacci Retracement มากกว่า
การหาจุดเข้าซื้อช่วงตลาด ขาลงแข็งแรง
ขาลงจะวางให้ตำแหน่ง 0% ของ Fibonacci อยู่ด้านล่างที่ตำแหน่ง LH และ 100% อยู่ที่ LL
1. แนวรับ 61.8 %
แนวรับ 61.8% มักจะต้องมีปัจจัยพื้นฐาน ที่แข็งแรง ระยะสั้น ประกอบเช่นการคาดการณ์ การปรับลด หรือ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วเกิดการวิ่งก่อนตลาดประกาศตัวเลขจริง ในการวิ่งก่อนตลาดมักเกิดขึ้นเมื่อ มีปัจจัยให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงเช่น ECB ( European Central Bank ) มีการประกาศปรับ อัตราดอกเบี้ยไปก่อนที่ FED ( Federal Reserve System ) จะมีการประกาศ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ FED ( Federal Reserve System ) อาจมีการปรับตาม ECB ได้เช่นนี้แล้ว ก็จะส่งผลให้ นักลงทุนก็จะมีการคาดการณ์ว่า FED จะมีโอกาศปรับ อัตราดอกเบี้ย มากขึ้น แล้วจะปรับจริง ตามคาดการณ์ จากนั้นตลาดก็มีโอกาศวิ่งไป ก่อนคาดการณ์ แต่การวิ่งแข็งแรงในแบบ ย่อน้อยแล้ววิ่งต่อทันทีแบบนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของโครงสร้างราคาทั้งหมด ส่วนตัวผมเอง ถ้าเห็นกราฟวิ่งในลักษณะนี้จะ ใช้วิธีการ Let Profit Run และใช้แนวรับ เหล่านี้เป็นจะออก และจะไม่เข้าออเดอร์เพิ่มมากที่แนวนี้ เพราะการขึ้นแรงเกินไป ส่วนใหญ่ มักเกิดการเทขายที่รุนแรง สวนกลับมาได้ โดยเฉพาะ ถ้าแนวโน้มนั้นวิ่งมานานแล้ว หรือเกิดขึ้นในช่วง Wave 5 ไปแล้ว ยิ่งควรลดสถาะนะ การซื้อออกไป
2. แนวรับ 50 %
แนวรับ 50 % ไม่ถือว่าแข็งแรงเกินไป หรือน้อยเกินไป มักเห็นการพักฐานที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ แต่เรามักจะเห็นว่าอาจเกิดการพักฐานในระดับ Time Fram ( TF) ที่น้อยกว่าเช่น Day กำลังอยู่ในสภาวะการขึ้นและ ย่อลงมาที่แนวรับ แต่ Time Fram 4H อาจเกิดการพักฐาน ซึ่งอาจกินเวลา 1- 2 สัปดาห์ จะอธิบายละเอียดอีกครั้งในหัวข้อ การย่อ การพัก ว่าแตกต่างกันอย่างไร และเราสามารถที่จะใช้จังหวะนี้เพื่อ วางแผนการเข้าซื้อได้ดีกว่า แนวรับแรกที่ 61.8 % เพราะ ราคาจะไม่เหวี่ยงมากเกินไป และสามารถที่จะยังใช้ออเดอร์บางส่วน ทำ Let Profit Run เพื่อทำกำไรระยะยาวได้
3. แนวรับ 38.2 %
แนวรับ 38.2 % จะเป็นแนวรับ สุดท้ายสำหรับการคาดการณ์ ว่าราคาอยู่ใน สภาวะ Strong Trend เพราะ หากย่อหรือพัก ไปมากกว่านี้แล้วราคามักจะไม่อยู่ในสภาวะ แนวโน้มแข็งแรง แต่จะให้น้ำหนักไปเป็นรูปแบบ Sideway มากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสมอไป จากประสบการณ์นั้นเจอน้อยมาก ที่ราคาจะปรับฐานมากกว่า 32.8 แล้วกลับไปมี แนวโน้มที่แข็งแรง แต่เมื่อไหรที่ท่านเห็นราคาติดอยู่ ที่แนวรับ 38.2 % ท่านสามารถ วางแผนการเทรดสะสมออเดอร์ ตามแนวโน้ม ใน ระยะยาว ได้โดยเฉพาะหากท่านใช้ Time Fram Day ในการ วิเคราะห์หลัก เช่นเดียวกับผม หลายครั้งอาจกินเวลายาวนาน 2-3 เดือนตาม ทฤษฎี วัฏจักรตลาด ของ Dow Theory แต่ผมก็เคยเห็นบางครั้งยาวนานถึง 6 เดือน หมายถึงทั้งแนวโน้มนะครับ แต่ไม่แนะนำให้ Let Profit Run กับแนวรับนี้ เพราะเป็นแนวที่มีการ พักหรือย่อ ไกลมาก หรือคิดง่ายๆว่า พักลึกๆแบบนี้กำไร ที่ได้มา หากไม่ขายกำไรนั้น กำไรที่ได้มาจะหายไปมากก่อนจะกลับไปวิ่งตามแนวโน้มอีกครั้ง ดังนั้น ควรแบ่งขายตามเป้าหมาย Fibonacci Retracement มากกว่า
แนวรับที่หายไป
ระดับตัวเลข Fibonacci อีกแนวที่ผมไม่ได้พูดถึงนั่นคือ ระดับ Fibonacci 78.6 % หรือ 76.4 %
ทั้งคู่ ถูกและใช้งานจริงทั้งสองค่า แต่มีความหมายและที่มาทางคณิตศาสตร์ต่างกัน โดยที่นิยมและเป็นมาตรฐานหลักคือ 78.6% ส่วน 76.4% เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเทรดความแตกต่างของทั้งสองค่า78.6%: มาจากค่ารากที่สอง (Square Root) ของ 0.618 ซึ่งเท่ากับ 0.786 เป็นระดับ Fibonacci Retracement มาตรฐานที่โปรแกรมดูกราฟส่วนใหญ่เปิดไว้เป็นค่าเริ่มต้น (Default)76.4%: มาจากค่ารากที่สองของ 0.585 หรือบางตำราคิดจาก 1 – 0.236 เป็นอีกระดับที่นักเทรดบางกลุ่มใช้มองหาจุดกลับตัวลึก (Deep Retracement) เช่นกันการใช้งานในกราฟความนิยม: ค่า 78.6% เป็นที่ยอมรับและใช้กันแพร่หลายมากกว่าในเครื่องมือ Fibonacci Retracement
การปรับแต่ง แพลตฟอร์มวิเคราะห์กราฟ MT4/MT5 จะมีช่องให้เลือกเพิ่มระดับ Level เข้าไปใน Fibonacci Retracement เข้าไปได้ การใช้งานจริงผมมองว่าเป็นจังหวะพักที่น้อยเกินไปมีโอกาศที่จะโดน Stop Loss ได้มาก แต่ก็ขึ้นกับประสบการณ์การใช้งาน แต่เหตุผลที่ผมไม่ได้ใช้งานก็ดังนี้
1. Stop Loss บ่อย
การใช้งานจริงผมมองว่าเป็นจังหวะพักที่น้อยเกิน ไปมีโอกาศที่จะโดน Stop Loss ได้มาก แต่หากจะเข้าเทรดในจังหวะที่กราฟแข็งแรงมากๆ ผมจะใช้วิธิการลด Timefram ลงไปเพื่อดูโครงสร้างราคาที่เล็กลงและปรับจุดขายใหม่ให้เหมาะสมด้วยเช่นกัน
2. ระยะเป้าหมายสั้น
การพักน้อยมักเป็นช่วงปลายเทรน โอกาศจะไปต่อได้ไกลนั้นค่อนข้างจะเป็นไปได้น้อย ก่อนจะเกิดการกลับตัวลงที่รุนแรงเพราะการขึ้นแข็งแรงมากเกินไป มักจะตามมาด้วยการพักฐาน ที่รุนแรงตามมา
3. Risk : Reward ( ความเสี่ยง : ผลตอบแทน )
ซึ่งจากข้อ 1 และ ข้อ 2 หากนำมาประเมิณดูแล้วทำให้มองว่า Risk : Reward ( ความเสี่ยง : ผลตอบแทน ) นั้นไม่ค่อยคุ้มค่าในการเข้าเทรดสักเท่าไหร เพราะหากเข้าเทรด ที่ 78.6 % ก็อาจต้องว่า Stop Loss ที่ไกลขึ้น และ มีเป้าหมายที่สั้น ซึ่งทำให้มองว่าไม่คุ้มค่าในการเข้าเทรด
หาจุดเข้าซื้อด้วย Fibonacci ( SidewayUp/Down )
รออัพเดท คำอธิบายพร้อมภาพประกอบ เพิ่มเติม....... * ต้องขออภัยในความล่าช่านะครับเพราะเนื้อหานี้เขียนใหม่ทั้งหมดจากประสบการณ์จริง
Fibonacci Retracement
แนวโน้มขาขึ้น Uptrend
แนวโน้มขาลง Down Trend
จุดย่อหรือจุดพักฐานของคลื่น

Support 1 61.8 % แนวรับแรก ที่ระดับ 61.8 % Fibonacci Retracement ถือว่าเป็น แนวรับ ที่ราคาย่อ ในระดับที่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดวิ่งแข็งแรงมาก และจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ

Support 2 50 % แนวรับที่สอง ระดับ 50 % Fibonacci Retracement ถือว่าเป็น แนวรับที่ ราคาย่อมาให้พบเห็นได้บ่อย ในจังหวะการวิ่งตามแนว โน้ม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ ตลาดวิ่งปรับตัวตาม แนวโน้ม ที่ใหญ่กว่า

Support 3 38.2 % แนวรับที่สาม ระดับ 38.2 % Fibonacci Retracement ถือว่าเป็น แนวรับ ที่แข็งแรง และมักเกิดใน Time Fram ใหญ่ กินเวลายาวนานอาจกินเวลาถึง 2 ไตรมาส ใน Time Fram ระดับ Day
- แนวรับ 61.8% มักจะต้องมีปัจจัยพื้นฐาน ที่แข็งแรง ระยะสั้น ประกอบเช่นการคาดการณ์ การปรับลด หรือ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วเกิดการวิ่งก่อนตลาดประกาศตัวเลขจริง ในการวิ่งก่อนตลาดมักเกิดขึ้นเมื่อ มีปัจจัยให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงเช่น ECB ( European Central Bank ) มีการประกาศปรับ อัตราดอกเบี้ยไปก่อนที่ FED ( Federal Reserve System ) จะมีการประกาศ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ FED ( Federal Reserve System ) อาจมีการปรับตาม ECB ได้เช่นนี้แล้ว ก็จะส่งผลให้ นักลงทุนก็จะมีการคาดการณ์ว่า FED จะมีโอกาศปรับ อัตราดอกเบี้ย มากขึ้น แล้วจะปรับจริง ตามคาดการณ์ จากนั้นตลาดก็มีโอกาศวิ่งไป ก่อนคาดการณ์ แต่การวิ่งแข็งแรงในแบบ ย่อน้อยแล้ววิ่งต่อทันทีแบบนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของโครงสร้างราคาทั้งหมด ส่วนตัวผมเอง ถ้าเห็นกราฟวิ่งในลักษณะนี้จะ ใช้วิธีการ Let Profit Run และใช้แนวรับ เหล่านี้เป็นจะออก และจะไม่เข้าออเดอร์เพิ่มมากที่แนวนี้ เพราะการขึ้นแรงเกินไป ส่วนใหญ่ มักเกิดการเทขายที่รุนแรง สวนกลับมาได้ โดยเฉพาะ ถ้าแนวโน้มนั้นวิ่งมานานแล้ว หรือเกิดขึ้นในช่วง Wave 5 ไปแล้ว ยิ่งควรลดสถาะนะ การซื้อออกไป
- แนวรับ 50 % ไม่ถือว่าแข็งแรงเกินไป หรือน้อยเกินไป มักเห็นการพักฐานที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ แต่เรามักจะเห็นว่าอาจเกิดการพักฐานในระดับ Time Fram ( TF) ที่น้อยกว่าเช่น Day กำลังอยู่ในสภาวะการขึ้นและ ย่อลงมาที่แนวรับ แต่ Time Fram 4H อาจเกิดการพักฐาน ซึ่งอาจกินเวลา 1- 2 สัปดาห์ จะอธิบายละเอียดอีกครั้งในหัวข้อ การย่อ การพัก ว่าแตกต่างกันอย่างไร และเราสามารถที่จะใช้จังหวะนี้เพื่อ วางแผนการเข้าซื้อได้ดีกว่า แนวรับแรกที่ 61.8 % เพราะ ราคาจะไม่เหวี่ยงมากเกินไป และสามารถที่จะยังใช้ออเดอร์บางส่วน ทำ Let Profit Run เพื่อทำกำไรระยะยาวได้
- แนวรับ 38.2 % จะเป็นแนวรับ สุดท้ายสำหรับการคาดการณ์ ว่าราคาอยู่ใน สภาวะ Strong Trend เพราะ หากย่อหรือพัก ไปมากกว่านี้แล้วราคามักจะไม่อยู่ในสภาวะ แนวโน้มแข็งแรง แต่จะให้น้ำหนักไปเป็นรูปแบบ Sideway มากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสมอไป จากประสบการณ์นั้นเจอน้อยมาก ที่ราคาจะปรับฐานมากกว่า 32.8 แล้วกลับไปมี แนวโน้มที่แข็งแรง แต่เมื่อไหรที่ท่านเห็นราคาติดอยู่ ที่แนวรับ 38.2 % ท่านสามารถ วางแผนการเทรดสะสมออเดอร์ ตามแนวโน้ม ใน ระยะยาว ได้โดยเฉพาะหากท่านใช้ Time Fram Day ในการ วิเคราะห์หลัก เช่นเดียวกับผม หลายครั้งอาจกินเวลายาวนาน 2-3 เดือนตาม ทฤษฎี วัฏจักรตลาด ของ Dow Theory แต่ผมก็เคยเห็นบางครั้งยาวนานถึง 6 เดือน หมายถึงทั้งแนวโน้มนะครับ แต่ไม่แนะนำให้ Let Profit Run กับแนวรับนี้ เพราะเป็นแนวที่มีการ พักหรือย่อ ไกลมาก หรือคิดง่ายๆว่า พักลึกๆแบบนี้กำไร ที่ได้มา หากไม่ขายกำไรนั้น กำไรที่ได้มาจะหายไปมากก่อนจะกลับไปวิ่งตามแนวโน้มอีกครั้ง ดังนั้น ควรแบ่งขายตามเป้าหมาย Fibonacci Retracement มากกว่า
สามารถตามติดตามอ่าน การหาเป้าหมาย ได้ในเรื่องของ Fibonacci Retracement ซึ่งจะเป็นตัวช่วยประกอบ การวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับ Dow Theory ได้เป็นอย่างดีไม่ต่างจากการใช้ช่วยการ หาจุดพักหรือย่อ ที่ผมได้นำมาประยุกต์ใช้เช่นนี้
การย่อ ( Pullback ) และ พักฐาน (Correction) ต่างกันอย่างไร
การย่อ การพักฐาน สองคำนี้น่าจะได้ยินหรือเห็นบ่อยๆ ทั้งใน Live วิเคราะห์ หรือ บทความของเรา ซึ่งหลายคนอาจจะสับสนอยู่บ้างว่าแตกต่างกันอย่างไร จริงๆแล้วก็ใกล้เคียงกันมากมันอยู่ที่บริบทของแต่ละจังหวะมากกว่า แต่ถ้าจะให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นต้องขออ้างอิง จากภาพประกอบ UPTREND และนำมาขยายให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ตามภาพประกอบด้านล่าง
การย่อ ( Pullback )
การย่อ ( Pullback ) จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆจะเกิดขึ้นคลื่น ( Wave ) ที่กำลังวิ่งหรือใน Wave 1, Wave 3
จากในภาพขอกำหนดให้เป็น Timefram ( TF ) Day ช่วงที่ได้นำมาขยายให้ชัดขึ้น คือคลื่นที่กำลังวิ่งอาจเป็น Wave 1 หรือ 3 ก็ได้ ซึ่งกำหนดให้เป็นแนวเส้นสีเขียวตามภาพ จะเห็นได้ว่าจะมีเส้นสีดำประกอบในคลื่น นั่นหมายถึงว่าราคามันมีการเคลื่อนตัวที่แกว่งไปมาใน Timefram ( TF ) ที่เล็กลง เช่น 4H แสดงให้เห็นว่าราคาไม่ได้เคลื่อนตัวขึ้นเป็นเส้นตรง ตามเส้นสีเขียว จังหวะที่แกว่งลงตรงนี้ จะเรียกว่าเป็นช่วงของ การย่อตัว ( Pullback )
ระยะของการย่อ ไม่ได้มีกำหนดว่ามากหรือน้อยแค่ไหน แต่ต้องไม่ตำกว่า HL ก่อนหน้าในช่วงขาชึ้น หรือ LH ก่อนหน้าในช่วงขาลง นี่จึงเป็นความเสี่ยง ของผู้เทรดเอง และความละเอียดรอบคอบ ของการหาจังหวะเข้าเทรด หรือจังหวะกลับตัว เพราะยิ่งย่อย TF ลงไปมากเท่าไหร ก็จะยิ่งเห็นพฤติกรรมของราคา ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาที่กราฟกลับตัวจะเกิดการกลับตัว จาก TF ที่เล็กกว่าก่อนเสมอ
การพักฐาน (Correction)
พักฐาน (Correction) จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าการย่อ จะเกิดขึ้นคลื่น ( Wave ) ที่กำลังวิ่งหรือใน Wave 2, Wave 4
จากในภาพขอกำหนดให้เป็น Timefram ( TF ) Day ช่วงที่ได้นำมาขยายให้ชัดขึ้น คือคลื่นที่กำลังพักฐาน อาจเป็น Wave 2 หรือ 4 ก็ได้ ซึ่งกำหนดให้เป็นแนวเส้นสีเขียวตามภาพ จะเห็นได้ว่าจะมีเส้นสีดำประกอบในคลื่น นั่นหมายถึง การเคลื่อนตัวใน Timefram ( TF ) ที่เล็กลง เช่น 4H
การพักฐาน จะต่างกันกับการย่อ ตรงที่ การเคลื่อนตัวของ TF ที่เล็กกว่า ( เส้นสีดำในกรอบสีเหลี่ยมสีแดงตามภาพ ) ดังนี้
- ช่วงขาชึ้นจะมีการทำ Low ที่ต่ำลงหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าทำ High สูงขึ้น ราคาจะกลับลงมาต่ำกว่า HH ของตัวเอง ซึ่งใน Timefram 4H เคลื่อนตัวในรูปแบบของ Sideway
- ช่วงขาลงจะมีการทำ High ที่สูงขึ้นหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าทำ Low ต่ำลง ราคาจะกลับขึ้นมาสูงกว่า LL ของตัวเอง ซึ่งใน Timefram 4H เคลื่อนตัวในรูปแบบของ Sideway
รูปแบบของ Sideway มีหลายรูปแบบจะอธิบายให้อย่างละเอียดในหัวข้อ Sideway