Dow Theory ตำรา 100ปี
ที่ยังมีลมหายใจ สุดยอดเครื่องมือ
" ต้นกำเนิด การวิเคราะห์ทางเทคนิค "
สารบัญ
ก่อนจะเข้าเนื้อหา ทฤษฎี Dow Theory กันอย่างจริงจัง ผมต้องขอสปอยกันก่อนจาก ประสบการณ์การใช้งานจริง ตลอดช่วงเวลา การเทรด ที่ผ่านมาและยังคงใช้ ทฤษฎี Dow Theory เป็นหลักใน การเทรด ” เรียบง่าย แต่ทรงพลัง ” ถือเป็น หลักการในการเทรด ระดับ TOP ของผมเลยก็ว่าได้
ต้องบอกเลยว่าถ้าท่านจะคิดจะเริ่มต้น การเทรด ด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค Dow Theory เป็นเนื้อหาที่ท่านต้องห้ามพลาดเด็ดขาดเพราะทุกวันนี้ผมเองก็ เทรดด้วย การใช้ หลักการตาม ทฤษฎี Dow เป็นหลักเช่น โดยเฉพาะ หลักการแยกตลาด หรือ การอ่านแนวโน้ม ที่ผมเองมักจะพูดบนไลฟ์บ่อยๆ เพราะการที่เรา รู้แนวโน้ม หรือ พฤติกรรมการเคลื่อนไหวของราคาจะช่วนทำให้เราสามารถ วางแผนการเทรด ได้ดียิ่งขึ้น แต่แน่นอนว่าไม่มี เครื่องมือวิเคราะห์ ใดสามารถชนะตลาดได้ 100%
จุดแข็ง ของ ทฤษฎี Dow Theroy
- เป็นเครื่องมือที่จะช่วยกำหนดแนวโน้มของตลาดช่วยให้เราวางแผนการเทรดได้เป็นอย่างดี
จุดอ่อน ของ ทฤษฎี Dow Theroy
- ที่ผมมักจะเจอปัญหาบ่อยๆ คือ “การรอ” ใช่ครับ การรอ เพราะเนื่องจากก่วาที่เราจะรู้ว่า โครงสร้างราคา นั้นได้เปลี่ยนแปลงไปนั้นอาจจะผ่านไปแล้ว 1 – 2 จังหวะ ซึ่งอาจจะไม่ถูกใจ สายซิ่ง เทรดสั้น มากนัก
- จังหวะการเข้า อย่างที่บอกว่า Dow Theory มีจุดแข็งที่การหาแนวโน้ม แต่มันไม่ได้บอกว่าจะต้องเข้าตรงไหน จะให้ไปไล่ซื้อตอน ราคาเปลี่ยนเทรด ก็ช้าเกินไปเข้าไปแล้วก็โดนลาก
ผมจึงแก้ด้วยการหาจังหวะเข้าด้วย เครื่องมือวิเคราะห์ อื่นๆที่มีจุดแข็งในเรื่องการหา จุดเข้าซื้อ อย่าง Fibonacci และ อาศัยการบริหารจัดการหน้าตัก ( Money Management ) ให้ดีก็พอจะทำให้พอสามารถ ทำกำไรจากตลาด ได้บ้างครับ ก็สามารถติดตามดูเนื้อหา Fibonacci, Money Management หรืออื่นๆ ได้นะครับว่าสามารถนำมาประยุกต์ ใช้ร่วมกันได้อย่างไร

Charles H. Dow (ชาร์ลส์ เอช. ดาว)
เป็นนักข่าวชาวอเมริกัน ผู้ก่อตั้งสื่อการเงินระดับโลก ผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท Dow Jones & Company ในปี ค.ศ. 1882 และเป็นผู้ริเริ่มหนังสือพิมพ์ The Wall Street Journal นอกจากนี้เขายังได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งการวิเคราะห์ทางเทคนิค" จากการสร้างรากฐานดัชนีชี้วัดตลาดหุ้นและคิดค้นทฤษฎีดาว
ประวัติและผลงานที่สำคัญของเขามีดังนี้
ผู้ก่อตั้งสื่อการเงินระดับโลก: ในปี ค.ศ. 1882 เขาร่วมกับ เอ็ดเวิร์ด ดี. โจนส์ (Edward D. Jones) และ ชาร์ลส์ เบิร์กสเตรสเซอร์ (Charles Bergstresser) ก่อตั้งบริษัท ดาวโจนส์ และในปี ค.ศ. 1889 ได้ตีพิมพ์ The Wall Street Journal ฉบับแรก
ผู้ริเริ่มดัชนีตลาดหุ้น: เขาเป็นผู้สร้างดัชนีหุ้นตัวแรกๆ ของโลก รวมถึงดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ (Dow Jones Industrial Average – DJIA) เพื่อใช้เป็นมาตรวัดสุขภาพของตลาดหุ้นและระบบเศรษฐกิจ
บิดาแห่ง Dow Theory (ทฤษฎีดาว): บทความของเขาใน The Wall Street Journal ได้ถูกนำมาเรียบเรียงเป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายพฤติกรรมราคาหุ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานของการวิเคราะห์กราฟเทคนิคในปัจจุบัน โดยเชื่อว่าข้อมูลทุกอย่างในตลาดได้สะท้อนออกมาในรูปแบบของราคาหุ้นเรียบร้อยแล้ว
ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ค.ศ. 1902 ในวัย 51 ปี ที่เมืองบรุกลิน นครนิวยอร์ก ประเทศสหรัฐอเมริกา
ทฤษฎี Dow Theory : การแบ่งแนวโน้มตลาด
แนวโน้มขาขึ้น Uptrend
การสังเกตุ แนวโน้มขาขึ้น ราคาจะมีการ ยก High และ Low ที่สูงขึ้น( HH = Higher High / HL = Higher Low )
แนวโน้มขาลง Down Trend
การสังเกตุ แนวโน้มขาลง ราคาจะมีการ ปรับลด High และ Low ที่ต่ำลง ( LL = Lower Low , LH = Lower High )
อาจจะดูว่าไม่ได้มีอะไรซับซ้อนเลยใช่ไหมครับ แต่มันมีเงื่อนไขบางอย่างจากประการณ์การใช้งานจริงที่ไม่ควรมองข้ามเด็ดขาดเลยนะครับ ซึ่งถ้าอยู่ในเงื่อนไขนี้ผมจะเรียกว่าสภาวะ Strong Trend
เงื่อนไขการตั้งข้อสังเกตุที่ห้ามมองข้ามเด็ดขาด
- การเป็นแนวโน้มขาขึ้นที่แข็งแรง HL จะต้องไม่ลงมาทับ HH ก่อนหน้าเด็ดขาด
- การเป็นแนวโน้มขาลงที่แข็งแรง LH จะต้องไม่ขึ้นมาทับ LL ก่อนหน้าเด็ดขาด
อ้างอิงจากภาพ UPTREND หรือ DOWNTREND จะหมายถึงจังหวะของ Wave 2 หรือ Wave 4 ผมจะเรียกมันว่า คลื่นพัก หรือ คลื่นย่อนะครับ แต่มันต่างกันอย่างไร จะอธิบายละเอียดให้ใน หัวข้อ คลื่นย่อ คลื่นพัก นะครับ
ราคาสามารถมาทดสอบ HH ในสภาวะขาขึ้น หรือ LL ในสภาวะขาลง ก่อนหน้าได้แต่จะต้องไม่เกิด การทับซ้อนกันของราคา ซึ่งในส่วนนี้อาจจะต้องใช้ประการณ์ และการฝึกฝนการสังเกตุกันสักหน่อยนะครับ เพราะบางครั้งราคาอาจมาถึงแต่หลุด HH หรือ LL เพียงเล็กน้อย มักจะเรียกว่าจังหวะหลอก, สัญญาณหลอก หรือ หลุดหลอก ( False Breakout ) แต่ถ้าเกิดราคาเกิดการทับซ้อนกันจริงแบบสมบูรณ์ ผมจะไม่ถือว่าราคอยู่ในสภาวะ Strong Trend และผมจะจัดมันไปอยู่ในหมวดของ Sideway ทันที ซึ่งผมจะเอาไว้พูดในหัวข้อของหมวด Sideway ในลำดับถัดไป
จุดย่อหรือจุดพักฐานของคลื่น
จากก่อนหน้านี้ ผมบอกว่าราคาจะต้องพักไม่ถึง HH ในช่วงขาขึ้น หรือขึ้นไปไม่ถึง LH ก่อนหน้าในช่วงขาลง ใช่ไหมครับ หลายคนอาจจะสงสัยแล้วว่าราคาจะ ย่อ หรือ พัก ที่เท่าไหร แล้วจะเข้าเทรดได้อย่างไร ในส่วนนี้แหละครับที่เราจะต้องใช้ เครื่องมือวิเคราะห์ อย่างอื่นมาช่วยใน การวางแผนการเทรดควบคู่ไปกับ Dow Theory ส่วนตัวผมเองมักจะใช้ Fibonacci Retracement มาช่วยในการหาจังหวะเข้าออเดอร์ในการเก็บสั้น ระหว่างที่ แนวโน้ม เคลื่อนตัวไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่งแบบแข็งแรง เพราะเทรน หรือ แนวโน้ม เมื่อเกิดขึ้นแล้วบางครั้งมันอาจกินเวลานาน 2-3 เดือนเลยนะครับใน Time Frame ( TF ) Day ซึ่งเป็น Time Frame หลังของผมใน การเทรด
การหาจุดย่อหรือพักจะใช้ จุดสูงสุดและจุดต่ำสุดของ Wave 1 หรือ Wave 3 ตามภาพประกอบ Uptrend / Dowtrend ก่อนหน้า
- ขาขึ้นจะวางให้ตำแหน่ง 0% ของ Fibonacci อยู่ด้านล่างที่ตำแหน่ง HL และ 100% อยู่ที่ HH
- ขาลงจะวางให้ตำแหน่ง 0% ของ Fibonacci อยู่ด้านล่างที่ตำแหน่ง LH และ 100% อยู่ที่ LL

Support 1 61.8 %
แนวรับแรก ที่ระดับ 61.8 % Fibonacci Retracement ถือว่าเป็น แนวรับ ที่ราคาย่อ ในระดับที่น้อยมาก ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดวิ่งแข็งแรงมาก และจะเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ

Support 2 50 %
แนวรับที่สอง ระดับ 50 % Fibonacci Retracement ถือว่าเป็น แนวรับที่ ราคาย่อมาให้พบเห็นได้บ่อย ในจังหวะการวิ่งตามแนว โน้ม ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในช่วงที่ ตลาดวิ่งปรับตัวตาม แนวโน้ม ที่ใหญ่กว่า

Support 3 38.2 %
แนวรับที่สาม ระดับ 38.2 % Fibonacci Retracement ถือว่าเป็น แนวรับ ที่แข็งแรง และมักเกิดใน Time Fram ใหญ่ กินเวลายาวนานอาจกินเวลาถึง 2 ไตรมาส ใน Time Fram ระดับ Day
- แนวรับ 61.8% มักจะต้องมีปัจจัยพื้นฐาน ที่แข็งแรง ระยะสั้น ประกอบเช่นการคาดการณ์ การปรับลด หรือ ขึ้นอัตราดอกเบี้ย แล้วเกิดการวิ่งก่อนตลาดประกาศตัวเลขจริง ในการวิ่งก่อนตลาดมักเกิดขึ้นเมื่อ มีปัจจัยให้ตลาดคาดการณ์ว่ามีความเป็นไปได้ว่าจะเกิดขึ้นจริงเช่น ECB ( European Central Bank ) มีการประกาศปรับ อัตราดอกเบี้ยไปก่อนที่ FED ( Federal Reserve System ) จะมีการประกาศ ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้ FED ( Federal Reserve System ) อาจมีการปรับตาม ECB ได้เช่นนี้แล้ว ก็จะส่งผลให้ นักลงทุนก็จะมีการคาดการณ์ว่า FED จะมีโอกาศปรับ อัตราดอกเบี้ย มากขึ้น แล้วจะปรับจริง ตามคาดการณ์ จากนั้นตลาดก็มีโอกาศวิ่งไป ก่อนคาดการณ์ แต่การวิ่งแข็งแรงในแบบ ย่อน้อยแล้ววิ่งต่อทันทีแบบนี้ จะเกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ของโครงสร้างราคาทั้งหมด ส่วนตัวผมเอง ถ้าเห็นกราฟวิ่งในลักษณะนี้จะ ใช้วิธีการ Let Profit Run และใช้แนวรับ เหล่านี้เป็นจะออก และจะไม่เข้าออเดอร์เพิ่มมากที่แนวนี้ เพราะการขึ้นแรงเกินไป ส่วนใหญ่ มักเกิดการเทขายที่รุนแรง สวนกลับมาได้ โดยเฉพาะ ถ้าแนวโน้มนั้นวิ่งมานานแล้ว หรือเกิดขึ้นในช่วง Wave 5 ไปแล้ว ยิ่งควรลดสถาะนะ การซื้อออกไป
- แนวรับ 50 % ไม่ถือว่าแข็งแรงเกินไป หรือน้อยเกินไป มักเห็นการพักฐานที่เป็นแบบนี้บ่อยๆ แต่เรามักจะเห็นว่าอาจเกิดการพักฐานในระดับ Time Fram ( TF) ที่น้อยกว่าเช่น Day กำลังอยู่ในสภาวะการขึ้นและ ย่อลงมาที่แนวรับ แต่ Time Fram 4H อาจเกิดการพักฐาน ซึ่งอาจกินเวลา 1- 2 สัปดาห์ จะอธิบายละเอียดอีกครั้งในหัวข้อ การย่อ การพัก ว่าแตกต่างกันอย่างไร และเราสามารถที่จะใช้จังหวะนี้เพื่อ วางแผนการเข้าซื้อได้ดีกว่า แนวรับแรกที่ 61.8 % เพราะ ราคาจะไม่เหวี่ยงมากเกินไป และสามารถที่จะยังใช้ออเดอร์บางส่วน ทำ Let Profit Run เพื่อทำกำไรระยะยาวได้
- แนวรับ 38.2 % จะเป็นแนวรับ สุดท้ายสำหรับการคาดการณ์ ว่าราคาอยู่ใน สภาวะ Strong Trend เพราะ หากย่อหรือพัก ไปมากกว่านี้แล้วราคามักจะไม่อยู่ในสภาวะ แนวโน้มแข็งแรง แต่จะให้น้ำหนักไปเป็นรูปแบบ Sideway มากกว่า แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เสมอไป จากประสบการณ์นั้นเจอน้อยมาก ที่ราคาจะปรับฐานมากกว่า 32.8 แล้วกลับไปมี แนวโน้มที่แข็งแรง แต่เมื่อไหรที่ท่านเห็นราคาติดอยู่ ที่แนวรับ 38.2 % ท่านสามารถ วางแผนการเทรดสะสมออเดอร์ ตามแนวโน้ม ใน ระยะยาว ได้โดยเฉพาะหากท่านใช้ Time Fram Day ในการ วิเคราะห์หลัก เช่นเดียวกับผม หลายครั้งอาจกินเวลายาวนาน 2-3 เดือนตาม ทฤษฎี วัฏจักรตลาด ของ Dow Theory แต่ผมก็เคยเห็นบางครั้งยาวนานถึง 6 เดือน หมายถึงทั้งแนวโน้มนะครับ แต่ไม่แนะนำให้ Let Profit Run กับแนวรับนี้ เพราะเป็นแนวที่มีการ พักหรือย่อ ไกลมาก หรือคิดง่ายๆว่า พักลึกๆแบบนี้กำไร ที่ได้มา หากไม่ขายกำไรนั้น กำไรที่ได้มาจะหายไปมากก่อนจะกลับไปวิ่งตามแนวโน้มอีกครั้ง ดังนั้น ควรแบ่งขายตามเป้าหมาย Fibonacci Retracement มากกว่า
สามารถตามติดตามอ่าน การหาเป้าหมาย ได้ในเรื่องของ Fibonacci Retracement ซึ่งจะเป็นตัวช่วยประกอบ การวิเคราะห์ ควบคู่ไปกับ Dow Theory ได้เป็นอย่างดีไม่ต่างจากการใช้ช่วยการ หาจุดพักหรือย่อ ที่ผมได้นำมาประยุกต์ใช้เช่นนี้
การย่อ ( Pullback ) และ พักฐาน (Correction) ต่างกันอย่างไร
การย่อ การพักฐาน สองคำนี้น่าจะได้ยินหรือเห็นบ่อยๆ ทั้งใน Live วิเคราะห์ หรือ บทความของเรา ซึ่งหลายคนอาจจะสับสนอยู่บ้างว่าแตกต่างกันอย่างไร จริงๆแล้วก็ใกล้เคียงกันมากมันอยู่ที่บริบทของแต่ละจังหวะมากกว่า แต่ถ้าจะให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้นต้องขออ้างอิง จากภาพประกอบ UPTREND และนำมาขยายให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น ตามภาพประกอบด้านล่าง
การย่อ ( Pullback )
การย่อ ( Pullback ) จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆจะเกิดขึ้นคลื่น ( Wave ) ที่กำลังวิ่งหรือใน Wave 1, Wave 3
จากในภาพขอกำหนดให้เป็น Timefram ( TF ) Day ช่วงที่ได้นำมาขยายให้ชัดขึ้น คือคลื่นที่กำลังวิ่งอาจเป็น Wave 1 หรือ 3 ก็ได้ ซึ่งกำหนดให้เป็นแนวเส้นสีเขียวตามภาพ จะเห็นได้ว่าจะมีเส้นสีดำประกอบในคลื่น นั่นหมายถึงว่าราคามันมีการเคลื่อนตัวที่แกว่งไปมาใน Timefram ( TF ) ที่เล็กลง เช่น 4H แสดงให้เห็นว่าราคาไม่ได้เคลื่อนตัวขึ้นเป็นเส้นตรง ตามเส้นสีเขียว จังหวะที่แกว่งลงตรงนี้ จะเรียกว่าเป็นช่วงของ การย่อตัว ( Pullback )
ระยะของการย่อ ไม่ได้มีกำหนดว่ามากหรือน้อยแค่ไหน แต่ต้องไม่ตำกว่า HL ก่อนหน้าในช่วงขาชึ้น หรือ LH ก่อนหน้าในช่วงขาลง นี่จึงเป็นความเสี่ยง ของผู้เทรดเอง และความละเอียดรอบคอบ ของการหาจังหวะเข้าเทรด หรือจังหวะกลับตัว เพราะยิ่งย่อย TF ลงไปมากเท่าไหร ก็จะยิ่งเห็นพฤติกรรมของราคา ได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้นเท่านั้น เพราะเวลาที่กราฟกลับตัวจะเกิดการกลับตัว จาก TF ที่เล็กกว่าก่อนเสมอ
การพักฐาน (Correction)
พักฐาน (Correction) จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยาวนานกว่าการย่อ จะเกิดขึ้นคลื่น ( Wave ) ที่กำลังวิ่งหรือใน Wave 2, Wave 4
จากในภาพขอกำหนดให้เป็น Timefram ( TF ) Day ช่วงที่ได้นำมาขยายให้ชัดขึ้น คือคลื่นที่กำลังพักฐาน อาจเป็น Wave 2 หรือ 4 ก็ได้ ซึ่งกำหนดให้เป็นแนวเส้นสีเขียวตามภาพ จะเห็นได้ว่าจะมีเส้นสีดำประกอบในคลื่น นั่นหมายถึง การเคลื่อนตัวใน Timefram ( TF ) ที่เล็กลง เช่น 4H
การพักฐาน จะต่างกันกับการย่อ ตรงที่ การเคลื่อนตัวของ TF ที่เล็กกว่า ( เส้นสีดำในกรอบสีเหลี่ยมสีแดงตามภาพ ) ดังนี้
- ช่วงขาชึ้นจะมีการทำ Low ที่ต่ำลงหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าทำ High สูงขึ้น ราคาจะกลับลงมาต่ำกว่า HH ของตัวเอง ซึ่งใน Timefram 4H เคลื่อนตัวในรูปแบบของ Sideway
- ช่วงขาลงจะมีการทำ High ที่สูงขึ้นหรือไม่ก็ได้ แต่ถ้าทำ Low ต่ำลง ราคาจะกลับขึ้นมาสูงกว่า LL ของตัวเอง ซึ่งใน Timefram 4H เคลื่อนตัวในรูปแบบของ Sideway
รูปแบบของ Sideway มีหลายรูปแบบจะอธิบายให้อย่างละเอียดในหัวข้อ Sideway
Sideway รูปแบบที่หลายๆ คนอาจเคยได้ยินกันจนชินหู แต่ทราบไหมว่าจะรับมือกับมันอย่างไร แล้วเมื่อไหรที่ราคาจะเริ่มเข้าสู่การ Sideway ถึงแม้รูปแบบ Sideway นั้นจะเป็นการเคลื่อนตัวแบบไร้ทิศทาง แต่ทราบไหมว่ามีแผนการเทรดสำหรับ Sideway โดยเฉพาะ ตามหลักของ Dow Theory ก็ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนมาก แค่ราคาเกิดการทับกันของคลื่น ดังนั้นจากนี้ผมจึงจะเอา ประสบการณ์การใช้งานจริง เข้ามาประยุกต์กับ Dow Theory หากมีเนื้อหาที่แตกต่างไป จากหลักการพื้นฐาน ก็ให้เข้าใจว่า ผมได้มีการประยุกต์ประสบการณ์เข้าไปในการอธิบายเนื้อหานี้
ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า การ Sideway มักเกิดในช่วงที่ตลาดไม่มีปัจจัยสนับสนุน ให้ราคาเกิดการเคลื่อนตัว โดยเฉพาะ ทางด้านพื้นฐาน นักเกร็งกำไรจึงซื้อขายตาม Technical เป็นหลักโดยมีเครื่องมืออย่างเช่น แนวรับ แนวต้าน ที่เป็นที่นิยมใช้เป็นอย่างมากเป็นหลัก ในการหาจังหวะเข้าเทรด ทำให้ราคามักเคลื่อนตัวตามกรอบ แนวรับ แนวต้าน และมีการซื้อขายตามกรอบกันเป็นจำนวนมาก
ภายในโครงสร้างระหว่างกรอบ แนวรับแนวต้าน ที่ราคาเคลื่อนตัวก็มักจะมี การเทรดที่สั้นลงไป และมีการซื้อขายที่ซ่อนอยู่ใน TimeFram ที่เล็กลง อาจดูไร้รูปแบบ แต่ถ้าท่านเจาะลง ไปในรายละเอียดแล้ว ก็มักมีร่องรอยรูปแบบที่ซ่อนอยู่ ผมจะขอไม่ลงรายละเอียดในส่วนนี้นะครับเพราะ อธิบายผ่านตัวหนังสือยากมาก หากใครสนใจเจาะลึกจริงๆสามารถ สอบถามคลาสสอน ได้นะครับ แต่เอาหละไม่ได้มาขายคลาสครับ บอกเลยอธิบายยากจริงๆ ความยากในการหารูปแบบนั้น ก็นับว่ายากพอควรถ้าจะเจาะลึกขนาดนั้น เพราะต้องมีการย่อย Timefram ดูและอ่านโครงสร้างเดิมให้ออก บอกได้เพียงว่า มีกฏข้อหนึ่งที่ผมจะใช้คือ รูปแบบของแต่ละ Wave จะต้องแตกต่างกัน ว่าไปก็อย่าถึงกับเรียกว่ากฏเลยจริงๆ เรียกว่าแค่การตั้งข้อสังเกตุแล้วกัน
รูปแบบของ Sideway ไม่ได้มีเพียงรูปแบบที่ เคลื่อนตัวออกข้าง ในแนวระนาบเดียวกันเท่านั้น แต่ยังมีรูปแบบที่แตกต่างกันไปหลายรูปแบบ ค่อยๆทำความเข้าใจกันไปที่ละแบบ แต่มีสิ่งหนึ่งที่แต่ละรูปแบบ มีเหมือนกันคือ
- การทับซ้อนกันของคลื่น หากจำเนื้อหาของ Up Trend หรือ Down Trend จะมีกฏข้อหนึ่งคือจังหวะย่อหรือพัก จะต้องไม่ลงมาทับคลื่นก่อนหน้าแต่ Sideway จะต่างกันเพราะ หากเมื่อไหรที่ท่านเห็นการทับกันของคลื่น ให้ตีความไปก่อนเลยว่าราคา เริ่มจะเข้าสูงสภาวะ Sideway
- เคลื่อนตัวในกรอบ แนวรับ-แนวต้าน แต่จะมีความชันของกรอบเท่าไหร เราต้องคอยสังเกตุ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนด Pattern ของ Sideway ที่จะช่วยให้เรากำหนดแผน หรือ กลยุทธ์ การเทรดได้
- พฤติกรรมของ Sideway มักมีสวิงกว้างไร้รูปแบบ บางครั้งอาจะนิ่งจนแทบไม่คลื่นไหว แล้วอยู่ดีๆก็เกิดการกระชากรุนแรง บางครั้งสามารถเคลื่นตัวจาก รับสู่ต้าน หรือ ต้านสูงรับ ภายใน 1 แท่งเทียน พฤติกรรมนี้ อาจเกิดขึ้นได้กับช่วง Strong Trend แต่ราคาจะพุ่งแรง ไปตามแนวโน้มเรื่อยๆ ดังนั้นหากพบพฤติกรรมนี้ ควรตรวจสอบ เรื่องของการทับกันของคลื่นด้วย แต่ที่ผมยกหัวข้อนี้มาพูดใน Sideway เพราะส่วนใหญ่ พฤติกรรมนี้ จะพบได้น้อยในช่วง Strong Trend เพราะ Strong Trend มีจังหวะ ย่อ พัก วิ่ง ที่ชัดเจนกว่า
การ Sideway มักพบได้ในช่วงที่ ตลาดขาดปัจจัยขับเคลื่อนราคา แต่บางครั้งเกิดขึ้นในช่วงสั้นๆ ของการคลื่นตัวหลักเช่น Timefram Day อยู่ในสภาวะแข็งแรง ( Strong Trend ) แต่อาจเกิดการพักฐานระยะสั้นใน TF ที่เล็กลง อย่างเช่น TF 4H จะเป็นช่วงที่ TF Day จากแนวโน้มในจังหวะของ Wave 2 หรือ Wave 4 ที่เรามักจะเห็น TF 4H หรือเล็กกว่าปรับตัวเป็น SIdeway
5 รูปแบบของ Sideway Dow theory
1. Sideway ออกไปด้านข้างไม่มีการยกตัวหรือลดตัวลง
Sideway ออกข้าง ถ้าพูดถึงการ Side Way นี่คงเป็นรูปแบบการ SideWay ที่ทุกคนคุ้นเคยและจินตนาการทุกครั้งเมื่อได้ยินคำว่า sideway เป็นการเคลื่อนตัวในกรอบ ที่มีระดับแนวรับแนวต้าน อยู่ในระนาบเดียวกัน โดยไม่มีการยกตัวใดๆ ของ High และ Low ไม่ว่าจะเป็นฝั่งแนวต้านหรือฝั่งแนวรับ แต่ ว่ากราฟมันก็ไม่ได้ง่ายกับเราขนาดนั้น หลายครั้งที่ ราคาทดสอบ แนวรับหรือแนวต้าน อาจจะมีจังหวะที่เกินสูงขึ้นไปกว่าบ้าง หรือมาทดสอบไม่ถึงบ้าง หรือที่เรียกว่า Fault Break Out นี่เป็นความเสี่ยงของการเข้าไปเล่นในแนวรับแนวต้านต่างๆ นั่นถือว่าเป็นความเสี่ยง ในการเข้าเล่น แนวรับแนวต้าน เพราะถ้าจะให้พูดตัวเลขออกมาตรงๆ ว่าราคาทดสอบที่เท่าไหร่คงทำได้ยาก แต่จะแก้ปัญหาด้วยการวางโซน โดยสังเกตจากพฤติกรรมก่อนหน้า รวมถึงการเผื่อระยะของ SL
การเทรดกับ Sideway ประเภทนี้ถือว่ามีความยากพอสมควรตรงจังหวะ Fault Break Out เพราะถึงแม้เราจะมีการเผื่อระยะไปแล้วแต่หลายครั้งที่เคยเจอราคาก็มีการวิ่งเกินกว่ากรอบไปถึง 50% ของกรอบการเคลื่อนไหวโดยเฉพาะ Timefram เล็กๆ จะเจอปัญหานี้มาก
2. Sideway Up มีการยกตัวสูงขึ้นของ H และ L
Sideway up ถึงแม้ราคาจะมีการเคลื่อนตัวที่มีการทำ H และ L สูงขึ้นแต่ก็จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างจาก Strong Trend ขาขึ้น โดยจะมีการทับซ้อนกันของคลื่น โดยมักจะมีการพักฐานในแต่ละคลื่นโดยประมาณ 23.6% ของ Fibonacci ซึ่งแตกต่างจากการเคลื่อนตัวแบบ Strong Trend มีการพักฐานอยู่ระหว่าง 61.8% – 38.2% และสามารถลากเส้น Trend Line จากจุดทดสอบ Low – Low จะได้เป็นแนวรับ ของการเคลื่อนตัว และ High – High จะได้เป็นแนวต้าน ของการเคลื่อนตัว ซึ่งทั้งแนวรับแนวต้านนี้จะเรียกว่า กรอบการเคลื่อนตัว หรือ Channel Line
การเทรดในช่วง Sideway Up ส่วนตัวมองว่าง่ายกว่า การเล่นกับ Sideway ในรูปแบบแรก ที่มีการเคลื่อนตัวไปในทิศทางด้านข้างในระนาบเดียวกัน ซึ่งมักจะพบปัญหาการหลุด แนวรับแนวต้าน แบบหลอก หรือ Fault Break Out Sideway Up จะมีระยะเคลื่อนตัวขึ้นที่มากกว่าการเคลื่อนตัวลงในช่วงพักฐานหรือย่อ ทำให้เราสามารถทำระยะกำไรได้มากขึ้น อย่างในช่วงคลื่นวิ่ง Wave1 , Wave3 หรือ Wave5 ตามภาพ เช่นราคามีการปรับตัวขึ้น 100 จุด แต่จะมีการปรับตัวลงที่น้อยกว่า 100 จุด ซึ่งเราจะมีความได้เปรียบเมื่อเราเทรดในฝั่งขึ้น โดยเน้นหาจังหวะเข้าที่บริเวณแนวรับ ซึ่งให้วางจุดตัดขาดทุนอยู่ต่ำกว่าแนวรับ และ TP ที่บริเวณ High เดิม
3. Sideway Down มีการลดตัวลงของ H และ L
Sideway Down เช่นกันกับ Sideway Up แต่เกิดขึ้นในมุมกลับโดย ราคาจะมีการเคลื่อนตัวที่มีการทำ H และ L ที่ต่ำลง และสามารถลากเส้น Trend Line จากจุดทดสอบ High – High จะได้เป็นแนวต้าน ของการเคลื่อนตัว และ Low – Low จะได้เป็นแนวรับ ของการเคลื่อนตัว ซึ่งทั้งแนวรับแนวต้านนี้จะเรียกว่า กรอบการเคลื่อนตัว หรือ Channel Line
การเทรดในช่วง Sideway Down จะมีระยะเคลื่อนตัวลง ที่มากกว่าการเคลื่อนตัวขึ้น ในช่วงพักฐานหรือย่อ ทำให้เราสามารถทำระยะกำไรได้มากขึ้น อย่างในช่วงคลื่นวิ่ง Wave2 หรือ Wave4 ตามภาพ เช่นราคามีการปรับตัวลง 100 จุด แต่จะมีการปรับตัวขึ้นที่น้อยกว่า 100 จุด ซึ่งเราจะมีความได้เปรียบเมื่อเราเทรดในฝั่งลง โดยเน้นหาจังหวะเข้าที่บริเวณแนวต้าน ซึ่งให้วางจุดตัดขาดทุนอยู่สูงกว่าแนวต้าน และ TP ที่บริเวณ Low เดิม
4. Rising wedge รูปแบบสามเหลี่ยมปากปิด ราคาบีบ H และ L เข้าหากัน
Rising wedge หรือ มักจะเรียกกันว่า สามเหลี่ยมปากปิด ซึ่งอ้างอิงจากการตีเส้น Trend Line จาก H – H และ L – L แล้วเกิดเป็น รูปสามเหลี่ยมที่มีปลายที่แคบลงมาบรรจบกัน เป็นสามเหลี่ยมปากปิด โดยที่ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีความชันของด้านใดด้านหนึ่งเท่าไหร แต่สังเกตุจากกรอบการเคลื่อนตัวที่บีบแคบเข้าหากัน
ในช่วงพฤติกรรมนี้ราคาจะมีปริมาณการซื้อขายที่น้อยลงเรื่อยๆ โดยอาจเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ซึ่งอาจเกิดจากการที่นักลงทุนนั้นรอปัจจัยพื้นฐานอะไรบางอย่างที่จะเเข้ามาให้ตัดสินใจ และเมื่อขาดปัจจัยขับเคลื่อนตลาด นักเกร็งกำไรก็มักจะเล่นตามกรอบราคาโดยอาศัย การวิเคราะห์ทางเทคนิค ที่เกิดขึ้น และอาจมีการชิงขายตัดราคากันก่อนเนื่องจากสภาพคล่องที่น้อยลง ก่อนราคาจะถึง แนวรับแนวต้านที่ควรจะเป็น นั่นจะทำให้ปริมาณการซื้อขายยิ่งน้อยลงไปเรื่อยๆ
แต่เมื่อราคาหลุดกรอบด้านใดด้านหนึ่ง ก็มักจะมีการซื้อขายจำนวนมากตามเข้ามา ทำให้ราคาเกิดการวิ่งที่มีระยะไกล โดยส่วนใหญ่จะมีระยะไม่น้อยกว่าระยะห่างของ Wave1
- การเทรดสามเหลี่ยมหากแนวรับต้านมีความชันต่ำกว่า 0 ให้เน้นเทรดไปทางฝั่งลงและให้ Sl อยู่สูงกว่า เส้นแนวต้านเล็กน้อย และมีเป้าหมายที่ High เดิม หรือหากเส้นแนวรับต้านมีความชันมากกว่า 0 ให้เน้นเทรดไปทางฝั่ง B และมีเป้าหมายที่ Low เดิม
- หากแนวรับแนวต้านขัดแย้งกันเช่นแนวรับปรับตัวสูงขึ้นและแนวต้านต่ำลง หรือความชันของเส้นแนวรับหรือเส้นแนวต้านหนึ่งเท่ากับ 0 จะไม่แนะนำให้ทำการซื้อขายเพราะราคาจะไม่มีระยะมากพอให้ทำกำไร แต่หากพลาดเข้าไปเทรดก็ไม่มีอะไรเสียหายมากนัก แต่ควรวางจัดตัดขาดทุนหากราคาเลือกวิ่งทางใดทางหนึ่งแล้วเรามีออเดอร์ผิดทาง หรือสามารถวางเป้าหมายเท่ากับระยะของ Wave1 ที่เกิดขึ้น การพลาดเข้าไปเทรดจังหวะนี้ก็ไม่ต่างจากการวัดดวงมากนัก
5. Broadening Formation สามเหลี่ยมปากเปิด ราคามี H และ L ที่ห่างออกจากกัน
Broadening Formation หรือ มักจะเรียกกันว่า สามเหลี่ยมปากเปิด ซึ่งอ้างอิงจากการตีเส้น Trend Line จาก H – H และ L – L แล้วเกิดเป็น รูปสามเหลี่ยมที่มีปลายที่กว้างออก เป็นสามเหลี่ยมปากเปิด โดยที่ไม่ได้กำหนดว่าต้องมีความชันของด้านใดด้านหนึ่งเท่าไหร แต่สังเกตุจากกรอบการเคลื่อนตัวที่เปิดกว้างออกจากกัน แนวต้านหรือจุดที่ที่ลากเส้นจาก H – H อาจจะอยู่ในระนาบเดียวกันที่มีความชันเป็น 0 แล้วมี L ที่ต่ำลงแล้วกลับมาทดสอบที่ต้านราคาเดิมซ้ำๆ ก็ได้
พฤติกรรมนี้มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีปริมาณการซื้อขายที่มากกว่าปรกติ แต่ขาดความชัดเจนของแนวโน้ม โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดกำลัง รอปัจจัยบางอย่างจากปัจจัยพื้นฐานเช่น การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจ การประกาศดอกเบี้ย และเกิดการเกร็งกำไรล่วงหน้าจากกระแสข่าว หรือ ข่าวลือต่างๆที่เข้ามา อีกตัวอย่างที่น่าสนใจ ซึ่งเกิดขึ้นให้เห็นในช่วงที่ได้เขียนบทความนี้ในปี 2026 คือ สงครามอเมริกากับอิหร่าน จะเห็นได้ว่า เมื่อมีข่าวเกี่ยวกับสงครามประกาศออกมา นักลงทุนก็เกิดการ ตัดสินใจอะไรบางอย่างออกมา แต่นักลงทุนต่างคน ก็ต่างมุมมองทำให้เกิดการผันผวน ต่อราคาเป็นอย่างมาก
เรียกได้ว่าเป็นรูปแบบที่แสดงถึงความผันผวนเป็นอย่างมากและเป็นรูปแบบที่หลีกเลี่ยงการเข้าซื้อขาย
การเคลื่อนตัวภายใน กรอบ Sidewayการ Sideway นั้น อาจจะกินระยะเวลายาวนานออกไปขึ้นกับ Time Frame ต่างๆที่ท่านใช้ และยังมีหลายคลื่นหรือหลาย Wave ที่ซ่อนอยู่ภายในการเคลื่อนตัวของการ Sideway ส่วนตัวผม ไม่ได้กำหนดว่าจะต้องระยะเวลานานแค่ไหนหรือจะมีทั้งหมดกี่คลื่นกี่ Wave ที่ต้องเกิดขึ้นภายใน แต่จะอาศัยการ Break Out ถือเป็นการยุติการ Sideway
การเคลื่อนตัวของไซด์เวย์โดยรวมอาจจะดูไร้รูปแบบ แต่มันก็มีรูปแบบของมัน ตามกรอบหรือพฤติกรรมที่ได้ยกตัวอย่างให้เห็นก่อนหน้า อีกสิ่งที่ท่านต้องรู้ นั่นคือ Wave หรือคลื่นที่เกิดขึ้นภายในนั้น ก็มักจะมีรูปแบบที่ซ่อนอยู่ภายใน ถ้าหากดูจากภาพตัวอย่างรูปแบบการ Sideway แต่ละรูปแบบที่ทำมาให้ ภายในคลื่นผมจะมีการยกตัวอย่างพฤติกรรมที่อาจจะเกิดขึ้นได้ภายใน ซึ่งพฤติกรรมนั้น จะมีรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป จะขออ้างอิงตามหลักการหรือทฤษฎี Elliott Wave เข้ามาประกอบบ้าง แต่ต้องบอกว่าผมไม่ได้ใช้ Elliott Wave เป็นหลัก แต่เพื่อให้เข้าใจกันง่ายๆในการนับคลื่น เลยอาจจะต้องอ้างอิงเพื่อให้อธิบายเนื้อหาได้ง่ายขึ้น
ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่าทำไมจึงไม่ใช้ Elliott Wave ก็ไม่ใช่ว่ามันไม่ดี แต่สุดท้ายมันก็จบลงด้วยการที่เราทำได้เพียงแค่คาดการณ์ ยกตัวอย่างเช่น การนับคลื่นในช่วงการ Sideway ก็มีรูปแบบในการนับเช่น ABC หรือ 1 2 3 4 5 แต่หลายๆครั้ง คลื่นราคานั้นเคลื่อนตัว Sideway มากกว่า 1 2 3 4 5 ตามหลักการการนับของ Elliott Wave การให้คำอธิบายตามทฤษฎี Elliott Wave คือการเอาคลื่น x มาเชื่อม นั่นหมายความว่า พฤติกรรมของราคานั้นก็ไม่ได้มีตายตัวตามรูปแบบที่ Elliott Wave กำหนด เราก็ต้องอาศัยความน่าจะเป็นเข้ามาประกอบอยู่ดี นี่เป็นเพียงตัวอย่างที่ทำให้ ผมเองไม่ได้ยึดติดกับการต้องใช้ Elliott Wave ขนาดนั้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า หลายๆครั้ง การเคลื่อนตัวในรูปแบบ Elliott Wave ก็พอจะให้เราช่วยนับจังหวะการเคลื่อนตัวของมันได้ อย่างที่ได้ยกตัวอย่างในภาพ แต่จากประสบการณ์มักจะพบ 3 รูปแบบที่เคลื่อนตัวอยู่ภายในกรอบการ Sideway
รูปแบบการเคลื่อนตัวภายในกรอบการ Sideway
1 Strong Trend คงจะไม่ลงรายละเอียดมาก ในส่วนของรูปแบบ Strong Triend ท่านสามารถไปอ่านในหัวข้อ Strong Trend ได้ แต่สิ่งที่จะบอกก็คือการเกิด Strong Trend ในกรอบการ Sideway นี้ราคาจะเคลื่อนตัวจากแนวรับไปหาแนวต้านหรือจากแนวต้านไปหาแนวรับ
2 Side Way up / Side Way Down ภายในกรอบตามภาพอ้างอิง จากภาพด้านบนจะทำให้เห็นเป็น 3 สวิง แต่จริงๆแล้วไม่ได้มีรูปแบบตายตัวอย่างที่ผมบอกครับว่าถ้าเกิดเรานับตามคลื่น Elliott Wave เราอาจจะนับได้ 3 Swing แต่ถ้าจากประสบการณ์แล้วไม่ได้มีข้อกำหนดชัดเจนแต่ให้สังเกตุจากการตีเส้น Trend Line จะดีกว่า ท่านจะเห็นกรอบการเคลื่อนตัวของ Sideway Up หรือ Sideway Down
3 Sideway กรอบแคบในกรอบหลัก แล้วกระชาก ราคาจะเคลื่อนตัวในกรอบ แนวรับหรือแนวต้าน อีกฝั่งหนึ่ง ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกันมากจากพฤติกรรม Sideway ออกข้างที่ได้กล่าวไปในหัวข้อนี้ก่อนหน้า เพียงแค่ราคามักจะเกิดการเหวี่ยงแรงๆ หลังจากที่หลุดกรอบนั้น โดยการเหวี่ยงนี้ก็จะมีเป้าหมาย ที่กรอบแนวรับหรือแนวต้านอีกฝั่งหนึ่ง บางครั้งราคากองอยู่ที่แนวรับหรือแนวต้าน เป็นสัปดาห์ หรือ สองสัปดาห์ ใน Timefram 1H แล้วกระชากไปหากรอบอีกกรอบหนึ่ง ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 1-2 ชั่วโมง
การเข้าเทรด ภายในกรอบการ Sideway ต้องระวังให้มาก เพราะมักมีพฤติกรรมที่คาดการณ์ได้ยาก ส่วนตัวจะเน้นไปที่การเล่นกับกรอบ แนวรับ แนวต้าน ของการ Side Way เลยมากกว่า แต่หากต้องการจะเล่นสั้นๆภายในกรอบ จะย่อยลงไปเล่นใน Timefram เล็กๆ เช่น หากเกิด Sideway ที่ Day ผมอาจจะไปหาจังหวะเล่น Trend ได้ใน TF 1 ชั่วโมง