หยุดเทรดแก้แค้น! HACK
สมองล้างนิสัยติดการพนัน

ถอดรหัสจิตวิทยาและการควบคุมตนเองสู่ความยั่งยืนในการเทรดทองคำ

สารบัญหน้า

แถบหน้าเว็บ goo invest trade
Rated 5 out of 5

บทนำ สมรภูมิแห่งจิตใจและกับดักการเฝ้าจอ

ในโลกของการเทรดทองคำ หลายคนมักตั้งคำถามว่า เหตุใดนักเทรดที่เฝ้าหน้าจอทั้งวันและคอยซื้อขายตามข่าวทุกชั่วโมงถึงมักจบลงด้วยการล้างพอร์ต ในขณะที่คนที่เปิดกราฟดูเพียงวันละครั้งกลับสามารถทำผลงานได้ดีกว่า ศัตรูที่น่ากลัวที่สุดในตลาดทองคำไม่ใช่กองทุนระดับโลกหรือการประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิจที่เราไม่สามารถควบคุมได้ แต่คือ สัญชาตญาณความอยากเอาชนะของตัวเราเอง การพยายามคาดเดาราคาทองคำแบบรายวันเป็นการทำลายเงินทุนทางอ้อม ทั้งจากต้นทุนแฝง เช่น ค่าสเปรดและค่าธรรมเนียม รวมถึงอารมณ์ที่อยู่เหนือเหตุผล

ทฤษฎี “ตะกร้าแอปเปิ้ล” ของเรอเน เดส์การตส์ (René Descartes) ที่ระบุว่า หากเราต้องการตะกร้าที่มีแต่แอปเปิ้ลดี เราต้องเทแอปเปิ้ลทั้งหมดทิ้งออกมาก่อน แล้วค่อยเลือกหยิบเฉพาะลูกที่ดีใส่กลับเข้าไปใหม่ ในการเทรดทองคำ เราจำเป็นต้องเทความเชื่อเก่าๆ ที่เหมือนแอปเปิ้ลเน่าออกไปให้หมด โดยเฉพาะความเชื่อผิดๆ ที่ว่าการเฝ้าหน้าจอและขยันเทรดบ่อยๆ จะนำไปสู่ความรวย

ซึ่งยังมีอีกหลายพฤติกรรมที่อาจจะส่งผลต่อเนื่องในด้านที่ไม่ค่อยดีนัก อีกหลายประการในเชิงลบต่างๆ ทั้งที่ผมประสบด้วยตัวเองและงานวิจัยอีกหลายแหล่ง ที่ผมจะหยิบยกมาแบ่งปัน เพื่อให้ท่านได้นำไปประยุกต์ในการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หลักฐานเชิงประจักษ์: ดัชนี SPIVA และบทเรียนจากคาสิโน

เปลี่ยนนักพนันเป็นเจ้าของคาสิโน goo invest trade

ข้อมูลเชิงประจักษ์ ( ข้อมูลอ้างอิง )จาก รายงานดัชนี SPIVA ซึ่งติดตามผลงานของกองทุนรวมระดับโลกที่บริหารจัดการเชิงรุก (Active Fund) พบว่า ในระยะเวลา 15 ปี มีกองทุนถึง 92% ที่พ่ายแพ้ต่อดัชนีอ้างอิง แม้แต่มืออาชีพที่มีซูเปอร์คอมพิวเตอร์และทีมวิเคราะห์ระดับโลกก็ยังพ่ายแพ้เนื่องจากข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและจิตวิทยา การเทรดความถี่สูงในสินทรัพย์ที่มีความสวิงแรงอย่างทองคำมักนำไปสู่ พฤติกรรมติดการพนัน เช่น อาการกลัวตกรถ (FOMO) หรือการโอเวอร์เทรดอัดขนาดสัญญาใหญ่ขึ้นเพื่อเอาคืนเมื่อขาดทุน

ข้อแตกต่างที่ชัดเจนระหว่าง “นักพนัน” กับ “เจ้าของคาสิโน” คือ นักพนันจะโฟกัสผลลัพธ์ตาต่อตาและเอาอารมณ์ไปผูกไว้กับผลลัพธ์ตรงหน้า ในทางกลับกัน เจ้าของคาสิโนไม่ได้สนใจผลแพ้ชนะในตาเดียว เพราะเขารู้ว่าเขามีความได้เปรียบทางสถิติในระยะยาวที่เรียกว่า House Edge (เช่น ความได้เปรียบ 55% ต่อ 45%) การจะเป็นเทรดเดอร์ที่รอดชีวิตได้ จึงต้องเปลี่ยนตัวเองจากการเป็นนักพนันที่ลุ้นตาต่อตา ให้กลายเป็นเจ้าของคาสิโนที่มีระบบรองรับ

ข้อเปรียบเทียบ: นักพนัน vs เจ้าของคาสิโน

  • นักพนัน: โฟกัสผลลัพธ์ตาต่อตา, ใช้อารมณ์ตัดสินใจ, หวังรวยรวดเร็ว, ไม่มีระบบสถิติรองรับ
  •  เจ้าของคาสิโน: โฟกัสผลลัพธ์ระยะยาว, พึ่งพา House Edge (ความได้เปรียบทางสถิติ), ทำตามกฎเคร่งครัด, ไม่หวั่นไหวเมื่อแพ้ในตาเดียว

ซึ่งผมเองก็เน้นย้ำในเรื่องนี้ทุกครั้งในการ LIve วิเคราะห์ราคาทองคำ จะเห็นว่าผมจะนำเสนอการเวิเคราะห์ให้เป็นความน่าจะเป็นเท่านั้น มันเป็นไปไม่ได้เลยที่ใครจะบอกได้ว่าราคาจะขึ้นหรือลงได้ 100% เพียงแต่งอาศัยกฏของความน่าจะเป็น โดยส่วนตัวช่วยหลักในการหาความน่าจะเป็นของแนวโน้มผมก็จะใช้ หลักการตามทฤษฎี Dow Theory เพื่อหาความน่าจะเป็นของแนวโน้ม เพื่อครองความได้เป็นทางด้านสถิติข้อนี้ แต่จะบอกว่าแนวโน้มอยู่คงอยู่ตลอดไปหรือไม่นั้นก็ไม่ใช่ แนวโน้มมีโอกาศเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ก็เช่นเดียวกับการพยากรณ์อากาศจากกรมอุตุนิคมวิทยา ที่อากาศการเคลื่อนตัวของทิศทางลม ซึ่งแน่นอนว่าทิศทางลมนั้นก็อาจจะเปลี่ยนแปลงทิศทางหรือสลายตัวไปได้เช่นกัน แต่ความน่าจะเป็นส่วนใหญ่ก็มีความเป็นไปได้ที่สูงกว่า ก็ไม่ได้ต่างจากการที่เรามองทิศทางของกราฟราคา

แถบหน้าเว็บ goo invest trade

จุดสมดุล: จาก Lazy Passive สู่ปรัชญา "อู๋เหวย (Wu Wei)"

ในมุมกลับกัน การหนีจากความแอคทีฟจัดๆ ไปสู่การซื้อทองทิ้งไว้เฉยๆ โดยไม่วางแผนหรือตั้งจุดตัดขาดทุน (Lazy Passive) ก็นับเป็นอันตรายอย่างยิ่ง งานวิจัยของ สถาบัน GMO เตือนว่า ทองคำไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผลในตัวเอง มูลค่าจึงผูกอยู่กับเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยที่แท้จริง และความเชื่อมั่น การซื้อทิ้งไว้โดยไร้การวางแผนอาจทำให้พอร์ตเสียหายหากสภาวะเศรษฐกิจเปลี่ยนผ่านเป็นขาลง ผมจึงเลือกหาทางออกด้วยการหารอบหรือแนวโน้มให้ออกตามรอบของแผนการเทรดของแต่ละรูปแบบโดยจะควบคุมรอบหรือหาจังหวะของรอบให้เหมาะผมกับเป้าหมายการลงทุนที่ตั้งใจไว้อาจจะ 10 – 20% ต่อปี ส่วนนี้ก็ขึ้นกับประสบการณ์และการฝึกฝน เพราะถ้ายิ่งเทรดมากเกินไปก็อาจเป็นผลเสียได้เช่นกัน ตัวอย่างการถือยาวแบบไม่สนใจอะไรเลยสำหรับทองคำเห็นได้ชัดเจนตอนตลาดกลับตัวเป็นขาลงในช่วงปี 2011 ที่ขึ้นไปทำจุดสูงสุดไว้ที่ประมาณ 1900 แล้วกลับตัวเป็นขาลง ใครที่ปล่อยทิ้งไว้โดยไม่สนใจอะไรเลยอาจจะต้องเสียเวลาเกือบ 10ปี เพราะกว่าที่ราคาจะกลับมาที่ 1900 อีกครั้งนั้นคือตอนปี 2020 นั่นมันกินเวลายาวนานกว่า 9 ปีเลยนะครับเพื่อให้ราคากลับมาเท่าทุน

หลายคนอาจจะยึดหลักไม่ขายไม่ขาดทุนถึงแม้ในด้านราคาจะกลับมาได้แต่คุณลองคิดดูกว่าแล้วกำลังซื้อหรือมูลค่าของคุณมันยังเท่าเดิมจริงๆหรือไม่ เพราะเงินเฟ้อยังคงเติบโตต่อเนื่องในทุกๆปีประมาณ 3% แต่ราคาของคุณไม่เติบโตเลยตลอด 9 ปีราคามันยังคงเท่าเดิม แทนที่คุณจะรอให้มันลากคุณไปตลอด 9 ปี ทำไมคุณไม่เอาเงินก้อนนี้ไปสร้างผลตอบแทนอย่างอื่น หรือให้คิดแบบง่ายๆ อย่างเช่นพันธบัตรคุณอาจจะมีโอกาศได้ 3-5% ต่อปี ถ้าได้ต่อเนื่อง 9 ปีก็จะเป็นผลตอบแทน 27 – 45% เลยนะครับ นั่นแหละคือส่วนที่คุณเสียไป

และหากคุณมีประการณ์ในการเทรดมากพอคุณจะเห็นได้ว่า ราคาทองคำสามารถกลับตัวมาเป็นขาขึ้นได้อีกครั้งตอนปี 2018 หลังกลับตัวลงในปี 2011 คุณก็อาศัยจังหวะในปี 2018 มาซื้อทองบริเวณ 1400 ได้และจากปี 2018 ถึงปี 2020 ก็มาขายที่ราคาเดิมได้คือ 1900 คุณจะได้กำไรประมาณ 35-36% ภายในระยะเวลา 2ปี หรือคิดเป็น 17 – 18 % ต่อปีเลยนะครับ

จุดสมดุลที่แท้จริงคือ การวางแผนอย่างมีสติ ซึ่งตรงกับปรัชญาเซนและเต๋าที่เรียกว่า “อู๋เหวย (Wu Wei)” หรือการลงมือทำโดยไม่ฝืนธรรมชาติ เมื่อนำมาประยุกต์ร่วมกับ First Principles Thinking เราต้องแบ่งโลกการเทรดออกเป็น 2 ส่วน

สิ่งที่ควบคุมได้ 100%

นั่นคือ ขนาดเงินทุน, ขนาดสัญญา (Lot Size), จุดตัดขาดทุน (Stop Loss) และจุดเก็บกำไร (Take Profit) ซึ่งต้องเซ็ตอัปอย่างรัดกุมตั้งแต่วันแรก และนั่นหมายถึงคุณคือผู้คุมเกมไม่ใช่ปลอยให้โชคชะตามันพาคุณไป

สิ่งที่ควบคุมไม่ได้เลย

อย่างเช่น ทิศทางราคาทองคำ ข่าว สงคราม หรือตัวเลขเงินเฟ้อการปฏิบัติแบบอู๋เหวยคือการจัดการสิ่งที่ควบคุมได้ให้เรียบร้อย แล้วปล่อยวางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ โดยไม่นำอารมณ์เข้าไปแทรกแซงระบบ และหากคุณยังพยายามจะควบคุมมัน ( ซึ่งจริงๆ มันไม่มีทางทำได้เลย ) ก็มีแต่ทำให้คุณยิ่งสติแตก และทำให้สถานการณ์นั้นกลับเลวร้ายลงไปอีก

แถบหน้าเว็บ goo invest trade

กฎ 3 ข้อของ Mark Douglas และปรัชญา Stoic "นักธนูกับสายลม"

เมื่อกราฟทองคำสวิงแรงจนพอร์ตติดลบ การใช้ กฎ 3 ข้อของ Mark Douglas จะช่วยล้างนิสัยการเสี่ยงโชค

กฎข้อที่ 1: ทุกการเทรดเป็นเอกเทศทางสถิติ

กราฟไม่รับรู้อดีตว่าเราเคยได้หรือเสีย การเทรดครั้งต่อไปความน่าจะเป็นจะเริ่มทำงานใหม่อีกครั้ง โดยมันจะเริ่มต้นที่ศูนย์เสมอ ผมยกตัวอย่างให้ คิดตามง่ายๆนะครับ อย่างเช่นการโยนเหรียญ คุณคิดว่ามีการโยนเหรียญไหนที่ จะมีการความน่าจะเป็น ออกด้านหัวมากกว่าด้านก้อย หรือ ด้านก้อยจะมีโอกาศออกมากกว่าด้านหัวหรือไม่ จริงๆแล้วคุณครั้งมันคือความน่าจะเป็นที่จะออกทั้งสองด้านแบบคงที่ ที่ 50% 

แต่ถ้าคุณไปดูประวัติการโยนแล้วพบว่ามีการออกด้านใดด้านหนึ่งมาต่อเนื่อง เป็นจำนวนมาก มันก็อาจทำให้คุณคิดไปเองว่า จะมีโอกาศที่จะออกในด้านตรงข้ามมากขึ้นทั้งที่จริงๆการโยนเหรียญแต่ละครั้งมันเป็นเอกเทศคือยังคงความน่าจะเป็นที่ 50% ซึ่งการมองประวัติการออกเช่นนี้จึงนำไปสู่ข้อที่ 2

กฎข้อที่ 2: มองผลลัพธ์เป็นซีรีส์

ประเมินความได้เปรียบจากการเทรด 1,000 ครั้งขึ้นไป ไม่ใช่ตัดสินจากการเทรดเพียงครั้งเดียว จริงๆ 1,000 ครั้งอาจจะยังไม่เพียงพอสำหรับการเทรดที่ขาดประสบการณ์ หรือ การกระทำใดๆที่มีเปอร์ชนะมากกว่าการแพ้ไม่มากอย่างเช่น Win % ( โอกาศชนะ ) 51% ต่อ Loss % ( โอกาศแพ้ )  49% หรือลองทดลองด้วยตัวคุณเองได้ง่ายๆจากการโยนเหรียญ 1,000 ครั้งคุณจะพบว่า ยังมี % ที่มีการหัวมากกว่าหรือน้อยกว่าก้อยหลาย % หรืออาจจะมีค่าความผิดพลาดได้ถึงหลัก 10 % หากคุณทำการทดลองโยนเหรียญเพียง 100 ครั้ง 

แต่ถ้าคุณโยนเหรียญถึง 1,000,000 ครั้งจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่ที่ 0.05% แต่กับการเทรดที่คุณสามารถหาโอกาศความน่าจจะเป็นจากเครื่องมือการวิเคราะห์ต่างๆที่จะช่วยให้คุณมีโอกาศชนะ 55% 60% หรือ 70% ก็จะทำให้คุณเห็นผลลัพธ์เป็นกำไรได้จากการลงทุนเพียง 1,000 ครั้งและยิ่งจำนวนครั้งการเทรดมากขึ้นเริ่มๆก็จะยิ่งเห็นผลลัพธ์ทางสถิติที่ควรจะเป็นมากขึ้นเท่านั้น

กฎข้อที่ 3: การเทรดไม่ใช่เครื่องพิสูจน์คุณค่าของตัวเอง

ความเจ็บปวดเมื่อขาดทุนเกิดจากการเอา อีโก้ (Ego) ไปผูกติดกับผลกำไรขาดทุน การถอดอีโก้ออกจะนำไปสู่ Outcome Independence (การเป็นอิสระจากผลลัพธ์รายไม้) ทำให้เราไม่กลัวการสูญเสียในไม้ใดไม้หนึ่ง ไม่เลื่อน Stop Loss หนี และไม่รีบตัดกำไรก่อนกำหนด ซ้ำร้ายยังทำให้เข้าสู่สภาวะที่คุณเป็นผู้ถูกกราฟควบคุม แทนที่จะเป็นผู้ควบคุม หรืออาจถึงขั้นขาด ” สติสัมปชัญญะ ” ซึ่งจะทำให้อารมณ์ขึ้นอยู่เหนือเหตุผลทันทีและเหตุนี้ทำให้เทรดเดอร์หลายคนต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมาก แทนที่จะยอมรับความพ่ายแพ้แล้วยึดอยู่ในวินัย และรอค่าสถิติทำงานตามระบบการเทรดที่คุณได้วางแผนการเทรดไว้

แนวคิดนี้ตรงกับอุปมาอุปไมยของ ปรัชญา Stoic เรื่อง “นักธนูกับสายลม” นักธนูมีหน้าที่ยืนในท่าที่ถูกต้อง ง้างธนูให้สุด และเล็งเป้าหมายให้ดีที่สุด ซึ่งเปรียบเหมือนการทำตามระบบเทรดและคำนวณความเสี่ยง (สิ่งที่ควบคุมได้) แต่เมื่อปล่อยลูกธนูหลุดออกจากคันศรแล้ว ทิศทางของสายลมเป็นสิ่งที่ควบคุมไม่ได้ เราจึงต้องยินดีโอบรับทุกผลลัพธ์ด้วยจิตใจที่สงบ ตามแนวคิด Amor Fati (การรักในโชคชะตา)

แถบหน้าเว็บ goo invest trade

ขั้นตอนสร้าง "รูทีนประจำวันแบบ Zen" ก่อนเทรด

เพื่อเปลี่ยนปรัชญานามธรรมให้เป็นขั้นตอนที่จับต้องได้ก่อนเปิดออเดอร์ สามารถทำได้ผ่าน 3 ขั้นตอนปฏิบัติ

ทำ Biological Reset 

การกำหนดลมหายใจช้าๆ 1-2 นาที ก่อนเปิดดูกราฟ จะช่วยลดการทำงานของสมองส่วนดึกดำบรรพ์ อะมิกดะลา (Amygdala) ที่คุมสัญชาตญาณความกลัวและการเอาชีวิตรอด แล้วดึงเลือดกลับไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า Prefrontal Cortex ในเชิงทฤษฎี อาจจะฟังดูมีพิธีมากไปสำหรับหน่อย แต่ในเชิงปฏิบัติ คือการปล่อยวางจากเหตุการณ์หรือประสบการณ์ในการเทรดที่ได้พบมา ส่วนตัวผมเองจะรวมถึงทั้งเหตุการณ์ดีและร้าย นั่นหมายถึงแม้ว่าเราจะทำกำไรมาได้ปริมาณมากในวันก่อนหน้า หรือการเทรดก่อนหน้าก็อาจไปยึดติดกับมันเพราะบางครั้งการรู้สึกดีมากเกินไปจากผลกำไรที่ได้มาอาจทำให้คุณกล้ามากเกินไปซึ่งอาจทำให้คุณละเลยกฏการเทรดบางข้อไปได้และจะทำให้คุณสูญเสียได้ 

หรือหากคุณขาดทุนมาก่อนหน้าก็อย่าคิดเอาคืนจากมันหรือคิดว่าเมื่อแพ้ไปแล้วและจะต้องชนะบ้าง แต่ให้คุณกลับมาอยู่ในแผนให้เร็วที่สุด ผมจะไม่สภาวะจิตใจไปเชื่อมโยงกับผลลัพธ์ก่อนหน้าเลย หรือถ้าคุณคิดว่ายังไม่สามารถควบคุมมันได้ในทันทีก็อาจจะพักการเทรดไปก่อน 1-2 วันหรือจนเราไม่รู้สึกกับเหตุการณ์ที่ได้พบเจอมาก่อนหน้านี้

ซึ่งถ้าให้พูดเชิงวิชาการมันคือการ Reset ระบบการทำงานของสมอง ที่รับผิดชอบด้านตรรกะ เหตุผล และการทำตามแผนนั้นแหละครับ

ประยุกต์ใช้ Premeditatio Malorum (การจินตนาการถึงความเลวร้ายล่วงหน้า)

การป้องกันก่อนจะสติหลุดด้วย ถามตัวเองก่อนกดซื้อขายว่า ถ้าราคาพุ่งชน Stop Loss ( SL ) ในเสี้ยววินาที เราพร้อมรับความสูญเสียจำนวนนี้ได้จริงหรือไม่ หากรู้สึกใจสั่น แสดงว่าเปิดขนาดสัญญาใหญ่เกินไป ให้ลดขนาดการลงทุนลงมาจนกว่าจะรับได้ 

การยอมรับความเสี่ยง ของแต่ละคนไม่เท่ากันมันไม่ใช่ที่จำนวนเงิน แต่ที่ความรู้สึกเพราะหากคุณรู้สึกแย่เมื่อคุณต้องโดน SL แล้วรู้สึกไม่ดีนั่นถือเปป็นสัญญาณไม่ดีแล้วให้ปรับลดขนาดการซื้อขายไปก่อน กระทั่งไม่รู้สึกอะไรกับการโดน SL แต่ไม่ใช่ปล่อยให้โดน SL จนหมดเงิน ถ้าเป็นเช่นนั้นคุณต้องย้อนกลับไปดูที่เงื่อนไขการซื้อหรือขาย หรือ ใครที่ติดตามผมมาจะเคยได้ยินที่ผมมักจะพูดว่า ” เงื่อนไขการเทรด ”  นั่นแหละครับ

เพียงแต่การโดน SL จนเราไม่รู้สึกจะช่วยให้เราสามารถรอผลทางสติถิตามเงื่อนไขการเทรดนั้นแสดงผลออกมาเท่านั้นเพราะหากคุณรู้สึกเสียดายเช่นขยับ Sl หรือ เทรด Lot ใหญ่ขึ้นอาจจะทำให้เสียระบบการเทรดได้ซึ่งจะนำเข้าสู่สภาวะการขาดสติได้ ซึ่งการทำเช่นนี้ ต้องอาศัยดวงแล้วหละครับ เพื่อที่จะได้ผลลัพธ์นั้นออกมา

แต่ถ้าอยากเป็นนักลงทุนที่จะชนะในระยะยาวได้จริงๆ เราไม่สามารถที่จะใช้ ดวง เพื่อหาผลลัพธ์ในการเทรดได้

ให้คะแนนที่กระบวนการ (Process over Profit)

ประเมินว่าวันนี้ทำตามแผนครบถ้วนหรือไม่ เข้าเทรดตรงตามเงื่อนไขและไม่เลื่อนจุดตัดขาดทุนใช่ไหม หากทำได้ ถือว่าชนะแล้ว การทำซ้ำๆ จะช่วยปรับวงจรสมองให้ เชื่อมโยงความสำเร็จเข้ากับการมีวินัย แทนที่จะเอาไปผูกกับตัวเงินเหมือนตอนเป็นนักพนัน เราต้องเต็มใจที่จะยอมรับว่าบางวันแพ้ บางวันชนะ แบบเข้าใจมันจริงๆ ซึ่งผมเองพบมือใหม่หลายคนเข้ามาด้วยความหวังว่าจะต้องมีกำไรทุกวัน ทุกดือน นั่นเป็นเรื่องที่เข้าใจผิดเป็นอย่างมาก เพราะการเทรดจริงจะวัดผลลัพธ์แบบนั้นไม่ได้

ถ้าเริ่มต้นด้วยวิธีการที่ผิดกระดุมเม็ดถัดไปมันก็ผิดไปหมด

แถบหน้าเว็บ goo invest trade

บทสรุป: เปลี่ยนจาก Reactor สู่ Observer

การเทรดทองคำที่ยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของการคาดเดากราฟให้แม่นยำระดับเทพ แต่คือการฝึกฝนจิตใจเพื่อเอาชนะตนเอง สมองของมนุษย์ถูกวิวัฒนาการมาให้ซึมซับความกลัวและเจ็บปวดจากการสูญเสีย และสิ่งที่ผมกำลังบอกทุกท่านอยู่ในตอนนี้มันเป็นเรื่องที่ขัดแย้งกับพื้นฐานความคิดปรกติไปบ้าง

แต่การเป็นเทรดเดอร์มืออาชีพจึงต้องฝึกฝนจิตใจให้มีปฏิกิริยาตอบสนองที่ ฝืนสัญชาตญาณมนุษย์ยุคหิน ด้วยการกล้ารับความเสี่ยงในจุดที่ระบบกำหนด และอยู่นิ่งๆ ในจุดที่ความโลภกระตุ้น และมีการพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถทำได้โดยไม่จำเป็นต้องเป็นผู้มีพลังพิเศษแต่อย่างใด เพียงแค่เข้าใจ เรียนรู้ และฝึกฝน

เมื่อเราเลือกทำตามกระบวนการ เราได้เปลี่ยนบทบาทจาก ผู้ตอบสนองด้วยอารมณ์ (Reactor) ไปสู่การเป็น ผู้สังเกตการณ์ที่มีสติและระบบรองรับ (Observer) อย่างแท้จริง

Scroll to Top